นโยบายและมาตรการเศรษฐกิจครม.ใหม่มีแนวโน้มดี
คาดหุ้นไทยวันนี้ขยับขึ้นได้เล็กน้อยจากนโยบายและมาตรการเศรษฐกิจ ครม.ใหม่ที่มีแนวโน้มดี แต่หุ้นไม่น่าจะไปได้ไกลจากความกังวลว่า Fed อาจจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นได้ในการประชุมวันพฤหัสนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจห้าปีที่ชัดเจนเกี่ยวกับหนี้สาธารณะตลอดจนแผนกระตุ้นการส่งออกการเบิกจ่ายสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าที่เริ่มเดินหน้าล้วนเป็นปัจจัยบวก
หุ้นเด่นวันนี้: CPF (ราคาปิด 21.20 บาท; NR; Bloomberg 25.49 บาท)
บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร เป็นหุ้นในกลุ่มส่งออกซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทได้แตะระดับที่อ่อนสุดในรอบ 6 ปี ธุรกิจกุ้งของบริษัทซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50% ในประเทศไทยยังมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถในการควบคุมและจัดการกับโรคระบาด EMS ในกุ้ง ด้วยวิธีโรงเลี้ยงแบบปิด CPF ยังคงมองหาการขยายธุรกิจในประเทศเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ยอดขายเติบโตได้อย่างน้อยปีละ 10% ตามเป้าหมาย ในระหว่างปีนี้ บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก 75% ในบริษัท ซีพี กัมพูชา เพื่อเจาะตลาดอาหารสัตว์และอาหารสำเร็จรูปที่กำลังเติบโต และยังเข้าซื้อกิจการไก่ครบวงจรในรัสเซีย นอกจากนี้ CPF ยังน่าจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศผ่านการถือหุ้น 32% ใน CPALL อีกด้วย ตามประมาณการ Bloomberg Consensus แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานจะมีแนวโน้มลดลง 30% ในปีนี้แต่คาดว่าจะฟื้นตัวและเติบโตถึง 37% ในปี 59 การประกาศแผนซื้อหุ้นคืนเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ยังช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของราคาหุ้น สำหรับ Price Pattern ของ CPF ที่ได้กลับมาเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างเด่นชัด โดยเมื่อวานนี้ราคาสามารถปิดตลาดด้วยการ Break เหนือเป้าหมายแรกที่อยู่ที่ 21.10 บาท และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 23.40 บาท (แนวต้าน: 21.60, 22.00, 22.70; แนวรับ: 20.90, 20.50, 19.80)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• แผนเศรษฐกิจใหม่ตั้งเพดานหนี้ต่ำลง เป้าการเติบโตสูงขึ้น ในปาฐกถาสำหรับงานสัมมนายกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 สำหรับ พ.ศ.2560-2564 ของสภาพัฒน์ระบุว่านายกฯ ประยุทธ์และรองนายกฯ สมคิดได้ตกลงจะลดเพดานหนี้จากเดิม 60% เป็น 50% ของจีดีพีใน 5-10 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าการเติบโตเศรษฐกิจรายปีไว้ที่ 5% (Bangkok Post) ความเห็น: ระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ 43% ในสิ้นปีที่แล้ว ซึ่งนับว่ายังต่ำกว่าเพดาน แต่ก็ทำให้ความคล่องตัวในการผลักดันโครงการของรัฐบาลนั้นลดลง เพื่อชดเชยจุดนี้รัฐบาลต้องผลักดันการร่วมทุนกับภาคเอกชน
• ประจินกังวลความเพียงพอของแบนด์วิธ รองนายกฯ ประจินได้แสดงความกังวลว่าคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ที่จะประมูลจำนวน 25 เมกะเฮิร์ตซ์ไม่น่าพอกับความต้องการใช้ และเห็นว่าควรเพิ่มเป็น 30 เมกะเฮิร์ตซ์ที่จะประมูลในวันที่ 11 พ.ย. นี้ (Bangkok Post)
• สินเชื่อกองทุนหมู่บ้านได้รับการอนุมัติล่าสุดธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอนุมัติสินเชื่อกองทุนหมู่บ้านรวม 1.8 หมื่นลบ. ซึ่งนับว่าเป็นไปตามแผนของคณะรัฐมนตรีที่สนับสนุนประเด็นดังกล่าวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน (Bangkok Post)
• 6 มาตรการเพื่อกระตุ้นการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยถึงแผนการสนับสนุนภาคการส่งออกของประเทศอย่างยั่งยืน 6 มาตรการ ได้แก่ การค้าข้ามพรมแดน สร้างการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม การโรดโชว์ เสริมสร้างประสิทธิภาพทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม และระบบ E-Commerce(The Nation)
• ANAN(3.22 บ,) ยังคงเป้ายอด Presale และรายได้ในปีนี้ไว้อยู่ที่ 2.63 หมื่นลบ. และ 1.05 หมื่นลบ. ตามลำดับ โดยเชื่อว่าภาวะตลาดที่อ่อนแอในปัจจุบันไม่ได้กระทบกับความต้องการคอนโดมิเนียมของบริษัทฯ ซึ่งอยู่ติดกับระบบขนส่งมวลชนมากนัก (Bangkok Post)
ต่างประเทศ:
• สรุปผลการประชุมของเฟดในวันพฤหัสเป็นประเด็นหลักที่ตลาดจับตามอง มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าภาวะตลาดทั่วโลกที่ผันผวนและหลักฐานต่าง ๆ ที่แสดงถึงภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะทำให้เฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2549 (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนชะลอการตัดสินใจออกไปเกี่ยวกับการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้และยังคงกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนหลังจากมีรายงานการลงทุนและตัวเลขภาคการผลิตที่ลดลง (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปร่วงลงเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวลงอีกทั้งนักลงทุนมีความกังวลล่วงหน้ามากขึ้นเกี่ยวกับผลการประชุมเฟดในวันพฤหัสนี้ ตลาดมีปฏิกิริยาตอบสนองเล็กน้อยต่อตัวเลขการผลิตทางอุตสาหกรรมของยุโรปในเดือน ก.ค. ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่คาด (Reuters)
• ตัวเลขการผลิตทางอุตสาหกรรมของยุโรปในเดือนก.ค. แข็งแกร่งกว่าที่คาด บ่งชี้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3/58 มีเสถียรภาพหากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของประเทศต่าง ๆ ในยุโรป 19 ประเทศเพิ่มขึ้น 0.6% MoMและเพิ่มขึ้น 1.9% YoY นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น 0.3% MoMและ 0.6% YoY (Reuters)
เอเชีย:
• คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงแนวทางผ่อนคลายทางการเงินในวันอังคารนี้ แต่ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอในช่วงหลายสัปดาห์นี้ทำให้เกิดการเก็งกันว่า BOJ อาจจะดำเนินการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Reuters)
• ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตในญี่ปุ่นในเดือนก.ย. ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 8 เดือน และมีการคาดการณ์ว่าจะเลวร้ายต่อไปอีกเนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวนำโดยจีน ดัชนี Reuters Tankan Sentiment ดิ่งลงมาอยู่ที่ 9 ในเดือนก.ย. จาก 17 ในเดือนส.ค. ตรงกับตัวเลขในเดือนม.ค. และร่วงลงมากสุดนับแต่ 1 ปีก่อนเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำซึ่งมีเหตุจากการขึ้นภาษี ดัชนีดังกล่าวถูกมองว่าจะลดลงไปถึง 7 ในเดือนธ.ค. (Reuters)
• หุ้นจีนร่วงมากกว่า 2% ในวันจันทร์ ความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนมีน้ำหนักเหนือกว่า คำประกาศของรัฐบาลที่จะเร่งปฏิรูปอุตสาหกรรมที่เป็นรัฐวิสาหกิจและมีปัญหาอยู่ (Reuters)
• รัฐบาลจีนยึดงบประมาณ 1.0 ล้านล้านหยวนคืนจากรัฐบาลท้องถิ่น ที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า สะท้อนให้เห็นว่าการปราบปรามการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงในจีน ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นไม่กล้าใช้จ่ายงบประมาณ (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ทองฟื้นปรับขึ้นจากการรอดูเชิงบวก ทองตลาดจรปรับขึ้น 90 เซนต์สู่ 1,108.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพราะนักลงทุนรอคอยหลังการประชุม Fed วันพฤหัสเพื่อระบุว่าควรจะปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วงไหน ด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแออยู่จะช่วยเลื่อนช่วงเวลาที่ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ (Reuters)
• ราคาน้ำมันลง ทำให้ส่วนต่าง Brent-NYMEX แคบลง NYMEX ลง 63 เซนต์หรือ 1.4% ปิดที่ 44.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ร่วง 1.77 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 3.7% ปิดที่ 46.37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยส่วนต่างระหว่าง NYMEX กับ Brent แคบที่สุดนับแต่เดือน ม.ค. หลัง NYMEX ถูกหนุนโดยคาดการณ์ว่าสหรัฐจะปรับลดการผลิตน้ำมัน (Reuters)







