วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ผลประชุมเฟดกำหนดทิศทางดัชนีฯ

ผลประชุมเฟดกำหนดทิศทางดัชนีฯ

ถือ (ขายลดพอร์ต/ตัดขาดทุน ต่อเมื่อดัชนีฯ ร่วงหลุดแนวรับ 1375/1355 จุดตามลำดับ)

Market Outlook

คาดดัชนีฯ ผันผวนรอผลการประชุมเฟด แนะนำ ถือ โดยลดพอร์ตหรือขายตัดขาดทุน หากดัชนีฯหลุด 1375/1355 จุด

คาดดัชนีฯ สัปดาห์นี้ จะยังคงผันผวน โดยคาดทิศทางที่แน่ชัดจะเกิดขึ้นหลังทราบผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ 16-17 ก.ย.นี้ ซึ่งโพลล์ล่าสุด พบว่าตลาดมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น (คาดเฟดไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยฯ อิงจาก Fed Fund Futures ล่าสุด พบว่ามีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยเหลือเพียง 28% จากก่อนหน้าที่เคยอยู่สูงถึงราว 50% เพราะวิตกเศรษฐกิจจีน ชะลอตัว) อย่างไรก็ดี โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน อิงผลสำรวจ 4-9 ก.ย. จากนักเศรษฐศาสตร์ 72 ราย พบว่า 36 ราย หรือ 50% คาดเฟดจะปรับขึ้น
ดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ที่เหลือส่วนใหญ่คาดปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. โดยปัจจัยสนับสนุนให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยมาจาก ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง อิงอัตราว่างงานล่าสุดเดือน ส.ค. ต่ำเพียง 5.1% เท่านั้น

กลยุทธ์ แนะนำ ถือ (ขายลดพอร์ต/ตัดขาดทุน ต่อเมื่อดัชนีฯร่วงหลุดแนวรับ 1375/1355 จุดตามลำดับ)

จับตาผลการประชุมเฟด เราประเมินทิศทางดัชนีฯ กับผลประชุมเฟด เป็น 3 กรณี ได้แก่

1) กรณีที่ดีที่สุด : เฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ (ให้โอกาสเกิดขึ้น 20%) เราคาดว่าดัชนีฯจะปรับขึ้นไปทดสอบ 1480-1500 จุด เป็นผลจากการ Cover Short และซื้อคืนหลังต่างชาติขายสุทธิไปกว่า 4.4 หมื่นลบ. ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี โอกาสมีความเป็นไปได้น้อย เห็นได้จากต่างชาติยังคงทยอยลดพอร์ตประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การถอนเงินออกจากตลาดตราสารหนี้กว่า $1.2bn. ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา จนยิลด์พันธบัตร 10 ปี ไทยเพิ่มขึ้น 43 bps ขึ้นไปแตะระดับ 3.09% (ส่งผลต้นทุนกู้ยืมเงินของทางการและบจ. ปรับสูงขึ้น) และเงินบาทอ่อนค่าเทียบดอลล์ 9.5% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาท/USD อ่อนค่าสุดรอบ 6 ปี แตะ 36.26 บาท (Bloomberg คาดสิ้นปีนี้อยู่ที่ 36.3 บาท/USD) หุ้นเด่น แนะนำ หุ้นที่ถูก Short สูงสุดตั้งแต่ 11 ส.ค. ได้แก่ AOT ADVANC KBANK KTB PTT PTTEP SCC TRUE IRPC

2) กรณีที่แย่ที่สุด : เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยฯ และส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง (ให้โอกาส 20%) จะส่งผลให้ดัชนีฯมีโอกาสลดลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิม 1292-1300 จุด แนะนำ ขายตัดขาดทุน

3) กรณีปานกลาง: เฟดส่งสัญญาณไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยฯ ในระยะยาว แม้ว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้หรือไม่ก็ตาม (ให้โอกาส 60%) (ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยฯ ในการประชุมทุกครั้งเหมือนกรณีในอดีตที่เคยเกิดขึ้นสมัยกรีนสแปนหรือเบอร์นาเก้) จะส่งผลดัชนีฯผันผวนในกรอบ 1330-1450 จุด แนะนำ เก็งกำไรรายหลักทรัพย์ เน้นหุ้นอิงนโยบายรัฐ AOT CENTEL CK ADVANC INTUCH KBANK CPALL และหุ้นที่ประกาศซื้อหุ้นคืน PTTGC CPF STPI และหุ้นที่มีโอกาสทำในอนาคต อาทิ TOP PTT PTTEP KKP

จีนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าคาด ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จีน รายงานตัวเลขยอดการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น +10.9%y-y (โตน้อยสุดในรอบ 15 ปี Vs รอยเตอร์คาด +11.1% และ 7M58 +11.2%y-y ) และเผยผลผลิตมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 6.1%y-y ในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าคาดที่ 6.5% แต่รายงานยอดค้าปลีกเดือน ส.ค. ดีกว่าคาดที่ +10.8%y-y (Vs คาด+10.5%) ส่งผลให้ตลาดคาดว่า จีนอาจลดดอกเบี้ยหรือ RRR เพิ่มเติม และจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ Goldman Sachs ปรับลดเป้าหมายปี 58-59 ของ WTI เป็น $48.10 และ $53.70 ต่อบาร์เรล (จากเดิม $52, $57 ต่อ บาร์เรล) และ Brent เป็น $53.70 และ $49.50 ต่อบาร์เรล (จากเดิม $58.20, $62 ต่อบาร์เรล)

ปัจจัยต่างประเทศ อื่นๆ ที่น่าจับตาสัปดาห์นี้ ได้แก่ กรีซ-เลือกตั้งทั่วไป 20 ก.ย. US –ค้าปลีกเดือน ส.ค. คาดสูงขึ้นจากอุปสงค์ยานพาหนะแข็งแกร่ง แต่ Industrial Production ส.ค. คาดชะลอตัวเป็นเดือนที่ 6 และ สภาคองเกรส 17 ก.ย. โหวตยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน China-รายงานราคาบ้านเดือน ส.ค. คาดฟื้นตัวจากเดือน ก.ค. ส่วนปัจจัยในประเทศ จับตาผลประชุม กนง. 16 ก.ย.


สรุปการเปลี่ยนแปลงรายอุตสหกรรมสัปดาห์ที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา คือ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน (อนุมัติโครงการทำรางรถไฟมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลล์สหรัฐฯ) และญี่ปุ่น (รายงาน 2Q58 GDP ครั้งที่สองดีขึ้นเป็น -1.2%annualized จากเดิม -1.6%) EU รายงาน 1Q-2Q58 GDP ดีขึ้นกว่าเดิม +0.1% เป็น 0.5%, 0.4%q-q ตามลำดับ ส่วนปัจจัยในประเทศ ออกมาตรการสนับสนุน SME มูลค่ากว่า 2 แสนลบ.

สรุปสัปดาห์ที่ 35 ของปี 58 (สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ก.ย.) พบว่า กลุ่มอุตฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด คือ อาหาร +4.28%w-w ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ +3.03%w-w ICT +1.7%w-w กลุ่มอุตฯ ที่ ปรับลดลงสูงสุด ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง -0.65%w-w พลังงาน -0.27%w-w

นักลงทุนต่างชาติ ยังคงขายสุทธิต่อเนื่อง และเป็นการขายสุทธิสัปดาห์ที่ 14 ในรอบ 15 สัปดาห์ ด้วยจำนวนลดลงเหลือ - 4.21 พันลบ. (Vs สัปดาห์ก่อน – 2.65 พันลบ.) ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศ ยังคงซื้อสุทธิเป็นสัปดาห์ที่ 12 ใน 15 สัปดาห์ล่าสุด ด้วยจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น +5.31 พันลบ. (Vs สัปดาห์ก่อนหน้า +3.68 พันลบ.) ขณะที่ พอร์ตโบรกเกอร์ กลับมาขายสุทธิ -1.67 พันลบ. และเป็นการขายสุทธิ เป็นสัปดาห์ที่ 17 ในรอบ 20 สัปดาห์ (Vs สัปดาห์ก่อนหน้า -1.54 พันลบ.)


สัญญาณทางเทคนิค : ระยะกลาง ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง ขณะที่ระยะสั้น SET ยังคงอยู่ในช่วงของการรีบาวด์ ในกรอบ Up Channel 1380-1445 จุด โดยมีแนวต้านย่อยที่ 1418 จุด และ 1434 จุดตามลำดับ ส่วนแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1380/1355 จุด สัญญาณ Overbought ของ Stochastics และ RSI จะส่งผลให้แนวโน้มดัชนีฯ มีโอกาสผันผวนสูงในสัปดาห์นี้