วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

GLOBAL - ถือ

ราคาสะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่งไปแล้ว

ประเด็นการลงทุน

เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น 2% ในปี 2558 และ 4% ในปี 2559 จากแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นของ GLOBAL และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2558 เป็น 11 บาท จาก 10.70 บาท อย่างไรก็ตามแม้เราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรโตสูงสุดในกลุ่มค้าปลีกในช่วงครึ่งปีหลังปี 2558 และปี 2559 แต่ เราเชื่อว่า ราคาหุ้นได้สะท้อนประเด็นดังกล่าวไปแล้ว โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.6% และขึ้นมากกว่าดัชนีตลาด 32% นับตั้งแต่ที่เราปรับขึ้นคำแนะนำในวันที่ 22 ก.ค. ปัจจุบัน GLOBAL ซื้อขายกันอยู่ที่ PER ปี 2558 ที่ 40.8 เท่าและปี 2559 ที่ 31.1 เท่า และมีอัพไซด์ต่อราคาหุ้นอีกเพียง 2% ดังนั้น เราปรับลดคำแนะนำเป็น ถือ จาก ซื้อ

คาดยอดขายชะลอตัวในไตรมาส 3/58 แต่จะปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 4/58

ผู้บริหารกล่าวว่า ยอดขายสาขาเดิมในไตรมาส 3/58 จะน้อยกว่าไตรมาส 2/57 ที่ขยายตัว 4.4% เนื่องจากความต้องการวัสดุประเภทโครงสร้างอย่างเช่นซีเมนต์และเหล็กชะลอตัวตั้งแต่เดือนก.ค.เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อผลประกอบการน่าจะมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากการสินค้าดังกล่าวมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้บริษัทคาดว่ายอดขายของสาขาเดิมน่าจะกลับมาขยายตัวดีอีกครั้งในไตรมาส 4/58 จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและกำลังซื้อที่สูงขึ้นหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวในดือนพ.ย. เราคาดยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 1% ในไตรมาส 3/58 และ 3% ในไตรมาส 4/58 ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมเติบโตรวมทั้งปี 2558 ที่ 2.2%

ยืนยันเพิ่ม 7 สาขาต่อปี ในปี 2558-2559

บริษัทยืนยันว่าปีนี้จะเปิดสาขาเพิ่ม 7 สาขา โดยเปิดไปแล้ว 3 สาขาและจะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขาในไตรมาส 4/58 โดยในปีหน้าบริษัทตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 7 สาขา ซึ่งรวมถึง 2 สาขาแรกในภาคใต้ สำหรับการเปิดสาขาในต่างประเทศ บริษัทจะเริ่มจากกลุ่มประเทศ CLMV ก่อน เนื่องจากบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงในกลุ่มประเทศเหล่านี้มากกว่าประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากประเภทสินค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใกล้เคียงกัน โดยบริษัทจะร่วมลงทุนกับคู่ค้าในแต่ละประเทศและคาดว่าจะมีกำไรได้ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มดำเนินงาน บริษัทน่าจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการร่วมทุนในปลายปีนี้ 

อัตรากำไรยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

อัตรากำไรเบื้องต้นที่ขยายตัวจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์เอง จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนผลประกอบการในระยะสั้น-กลาง โดยบริษัทตั้งทีมเพื่อดูแลสินค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมาส่งผลให้ผลการดำเนินงานออกมาค่อนข้างน่าพอใจ โดยส่วนผสมสินค้าที่เป็นเจ้าของแบนรด์เองเพิ่มขึ้นจาก 11% ในไตรมาส 1/58 เป็น 12.5% ในไตรมาส 2/58 หนุนให้อัตราส่วนกำไรขั้นต้นสูงขึ้น (ไม่รวมกำไร/ขาดทุนจากสินค้าคงคลัง) จาก 14.8% ในไตรมาส 1/58 และ 16.7% ในไตรมาส 2/58 โดยบริษัทคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 13% ในช่วงครึ่งปีหลังปี 2558 และน่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 1% ต่อปี ทั้งนี้เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยของสินค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์เองอยู่ที่ 40% ในขณะที่สินค้าอื่นมีอัตรากำไรเพียง 13.4% เราจึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นจาก 15.1% ในปี 2557 มาอยู่ที่ 16.4% ในปี 2558 และ 17% ในปี 2559 ทั้งนี้เรายังไม่รวมการเพิ่มขึ้นของส่วนผสมสินค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์เองหลังจากที่ศูนย์กระจายสินค้าเริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลังปี 2559