ป้ายแสดงเส้นทางรถเมล์ แผนที่กระดาษแจกฟรีในจุดต่างๆ ตลอดจนแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ คือ ผู้นำทางฉบับพกพาได้ของคนกรุงวันนี้
มหานครใหญ่ๆ ของโลก อย่าง นิวยอร์ค, ลอนดอน และกรุงปารีส ผู้คนใช้รถขนส่งสาธารณะเป็นวิถีชีวิต ทว่ากับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ที่มีประชากรรวมปริมณฑลประมาณ 11 ล้านคน แต่กลับใช้รถเมล์ยังไม่ถึง 3 ล้านคน ด้วยซ้ำ
“เมื่อก่อนคนใช้รถเมล์วันละประมาณ 6 ล้านคน ตอนนี้เหลือไม่ถึง 3 ล้านคน หายไปกว่าครึ่ง ส่วนหนึ่งอาจเพราะมีรถไฟฟ้า หรืออาจเป็นเรื่องภาษีรถคันแรกที่ทำให้คนขับรถส่วนตัวมากขึ้น แต่คำถามคือ ไม่จำเป็นต้องลดลงขนาดนั้นจริงไหม ผมว่า อย่าโทษคนกรุงเทพว่า ไม่ใช้รถเมล์เพราะอะไร แต่ให้คิดว่า รถเมล์จะพัฒนาตัวเองอย่างไรให้คนกรุงเทพใช้”
คำของ “ตี้-อธิบดี เขมะประสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ท วีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (facebook /smart VC และ SmartVC.net) คนหนุ่มวัย 25 ปี ที่เติบโตมาในครอบครัวผู้ให้บริการรถเมล์มากว่า 20 ปี วันนี้ธุรกิจของครอบครัวหยุดไปแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยในวงการรถเมล์ไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือเราไม่เคยจัดทำระบบฐานข้อมูลป้ายและเส้นทางรถเมล์ แล้วจัดแสดงให้ผู้คนเข้าใจง่ายมาก่อน ขณะที่ในต่างประเทศไม่ใช่แค่มีใช้ แต่เขาทำเรื่องนี้กันมานานแล้ว
นั่นเองที่จุดประกายให้คนหนุ่มอย่างเขา คิดมาพัฒนา “แผนที่รถเมล์” ขึ้น เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการเดินทางของคนกรุง โดยเริ่มโปรเจคนี้เมื่อประมาณกว่าหนึ่งปีก่อน
โจทย์ของเขามีแค่ ต้องให้คนกรุงเทพเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ “ฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่าย ทว่าเมื่อลองของบประมาณหน่วยงานต่างๆ ไป กลับมีให้แค่คำ “ปฏิเสธ” เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนอยู่พอสมควร คือประมาณ 30-40 ล้านบาท แม้เขาจะย้ำว่า ถูกกว่านโยบาย “รถเมล์ฟรี” อยู่มหาศาล แถมยังลงทุนครั้งเดียวใช้ได้ยาวไปอีกหลายสิบปี
“ผมคิดแต่แรกแล้วว่า ใครไม่เห็นไม่เป็นไร แต่ผมจะทำต่อ โครงการที่ผมเริ่ม ผมจะทำให้มันจบเอง เพราะถ้ามัวแต่รอก็จะเหมือนที่ผ่านมา คือ ไม่เสร็จ ไม่จบเสียที ก็ไม่ต้องรอครับ ทำได้ ทำไปเลย”
เขาบอกความมุ่งมั่น แล้วพิสูจน์ให้เห็นด้วยการลงมือทำจริง โดยเริ่มพัฒนาโครงการไปพร้อมหาทุนมาสนับสนุน อย่างการนำเสนอโครงการไปที่ “เทใจดอทคอม” เว็บไซต์บริจาคออนไลน์ เพื่อระดมทุนจากมหาชนมาร่วมสนับสนุนความตั้งใจ นำเสนอโครงการในเวทีประกวดกิจการเพื่อสังคม Banpu Champions for Change ปี 5 โดย บมจ.บ้านปู และ Change Fusion จนติดหนึ่งใน 10 ได้เงินทุนมาสนับสนุนที่ 5 หมื่นบาท
เวลาเดียวกันก็คิดโมเดลในการสร้างรายได้ เพื่อให้โครงการเกิดความยั่งยืน เมื่อคิดว่าจะไม่ให้ผู้ใช้เป็นคนจ่าย ก็ต้องหาคนมาจ่ายแทนให้ ที่มาของการขายพื้นที่โฆษณา สำหรับเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือหน่วยงานต่างๆ ที่อยากโปรโมทตัวเอง โดยใช้ต้นทุนแค่ประมาณสื่อวิทยุ แต่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ถึงประมาณ 2-3 ล้านคนต่อวัน
“ช่องทางของเราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ เช่น รถเมล์สายนี้วิ่งผ่านย่านไหน ผ่านมหาวิทยาลัย ผ่านออฟฟิศสำนักงาน ก็สามารถเลือกลงโฆษณาเพื่อสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ได้ บางคนเขาไม่ได้ต้องการลูกค้าขนาดนั้น แต่รถเมล์บางคันผ่านหน้าองค์กรของเขา ก็อาจใช้เป็นช่องทางสื่อสารกับคนในองค์กรได้เช่นกัน”
สมาร์ท วีซี เป็นบริษัทโฆษณาที่ทำในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม(Social Enterprise: SE) โดยเป้าหมายของพวกเขา คือ การเอาสังคมเป็นตัวตั้ง แล้วใช้การหารายได้จากโฆษณาไปทำให้โมเดลช่วยเหลือสังคมทำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รูปแบบของโฆษณาที่ออกมาจึงไม่เป็นการยัดเยียด และไม่ได้มีแต่พื้นที่โฆษณาไว้หาเงิน
“ผมทำแผนที่ที่มีการโฆษณา ไม่ได้ทำใบปลิวที่มีแผนที่” เขาย้ำ
การทำโฆษณาเลย “คำนึงถึงผู้ใช้” เป็นหัวใจหลัก แม้แต่วันที่ต้องไปขายโฆษณา เขาก็จะบอกกับผู้สนับสนุนทุกคนว่า นี่ไม่ใช่แค่การโฆษณา แต่เป็นการมาทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้คนกรุงเทพมีสิ่งดีๆ ใช้
ปัจจุบันความฝันและความตั้งใจก่อร่างชัดเจนขึ้น โดยมีทั้ง ป้ายแสดงเส้นทางรถเมล์ ซึ่งได้รับอนุญาตให้เช่าพื้นที่ติดตั้งป้ายดังกล่าว ภายในรถโดยสารประจำทางของขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ในกว่า 3,000 คัน มีแผนที่กระดาษแจกฟรีในจุดต่างๆ ที่มีประชาชนเดินทางสัญจรไปมาหนาแน่น เช่น อนุสาวรีย์ชัย และสยาม เป็นต้น มีแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ ซึ่งได้เริ่มพัฒนามาแล้ว 1 ปี ที่จะเชื่อมโลกการเดินทางของคนกรุง ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า และเรือ ให้สามารถนำทางได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิก!
“ในอีกประมาณ 3 เดือน ตัวแอพพลิเคชั่นจะเริ่มออกมาให้บริการ โดยเราจะเชื่อมโยงรถเมล์ รถไฟฟ้า และเรือ ทั้งหมดให้อยู่ภายในแอพเดียว แล้วสามารถค้นหาจากจุดเอ ไปยังจุดบีได้ว่า ไปอย่างไร จะต้องนั่งรถเมล์สายไหน ขึ้นที่ไหน และ อีกกี่ป้ายจะถึงเป้าหมาย”
เขาบอกความน่าตื่นเต้นของผู้นำทางยุคดิจิทัล ที่จะออกมาช่วยเหลือนักเดินทางนับจากนี้ เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ไม่ต้องขับรถส่วนตัว แต่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย มีระบบขนส่งพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน เพื่อดึงผู้คนให้มาใช้ขนส่งมวลชนกันมากขึ้น ด้วยการแก้ปัญหาที่ตรงจุดโดนใจทั้งกับ คนกรุงและนักท่องเที่ยว
“ผมคิดว่ารถเมล์ไทยยังพัฒนาได้อีกเยอะมาก ปัจจุบันคนอาจมองว่า รถเมล์เป็นของคนระดับล่างหน่อย เพราะมีราคาถูก แต่ในเมืองนอกคนที่นั่งรถเมล์ มีตั้งแต่คนจนไปจนระดับผู้บริหาร ฉะนั้นรถเมล์สำคัญมาก และไม่มีไม่ได้หรอก ขนาดปารีสเมืองที่มีรถไฟฟ้าถี่ที่สุดในโลก ก็ยังต้องมีรถเมล์วิ่ง เราจึงต้องพัฒนาสิ่งที่เรามี และทำให้คนเห็นคุณค่า”
คนหนุ่มบอกเป้าหมาย ก่อนยกตัวอย่างความสำเร็จเล็กๆ ที่เป็นพลังใจในการทำงาน อย่างการเริ่มพิมพ์แผนที่รถเมล์ออกมาครั้งแรกจำนวนหมื่นฉบับ ปรากฏสามารถแจกได้หมดภายในเวลาแค่อาทิตย์เดียว แม้แต่แผนที่ที่นำไปแปะข้างตู้ขสมก.ก็ยังโดนคนแงะไปใช้ เขาเลยเริ่มหาสปอนเซอร์เพื่อพิมพ์เพิ่ม ปรากฏยังได้รับการตอบรับดี ที่สำคัญมีแต่คนอยากใช้ ไม่มีใครอยากทิ้ง
“ฝั่งผลกระทบต่อสังคม พบว่า คนแฮปปี้มาก แค่เอาไปแจกแล้วเขาไม่ทิ้งนี่ผมร้องไห้แล้วนะ ดีใจมาก รู้สึกได้กำลังใจขึ้นมาเลย อาจไม่ได้เรื่องเงิน แต่อย่างน้อยรู้ว่า ยังมีคนต้องการอยู่ ก็มีแรงที่จะทำเรื่องนี้ต่อไปได้” เขาบอก
ในวันนี้คนหนุ่มยังมุ่งมั่นทำอะไรหลายๆ อย่าง เขาว่า ยังอ่อนประสบการณ์ ก็ต้องฟังลูกค้าและผู้ใช้ให้มากๆ เพื่อนำเสียงสะท้อนมาปรับปรุงและพัฒนาสิ่งที่ทำให้ดีขึ้น โดยมองว่า อีกประมาณ 3 ปี จะทำเส้นทางได้ครอบคลุม ทั้งตัวแผนที่และแอพพลิเคชั่นที่จะเริ่มนิ่งขึ้น จากนั้นจะพัฒนาวิธีการใช้งานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ต่อไป ส่วนโมเดลในการหารายได้ สำหรับการโฆษณา อยู่ระหว่างเก็บสถิติ รวบรวมข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อผู้สนับสนุน ส่วนในอนาคตมองว่า จะไม่อาศัยรายได้จากโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่จะขายลิขสิทธิ์แผนที่ ไปให้กับผู้ที่สนใจอีกทางด้วย
ขณะเดียวกันยังมองหานักลงทุนที่สนใจ เพื่อร่วมสนับสนุนและผลักดันความฝันของคนกรุงไปพร้อมกับพวกเขา
แผนที่รถเมล์ ไม่ใช่ธุรกิจแรกของ “อธิบดี” ก่อนหน้านี้ระหว่างศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส เขามีโอกาสทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง โดยเปิดบริษัททัวร์ เพื่อให้โอกาสนักเรียนไทยได้มาเป็นไกด์ต้อนรับแขกวีไอพีจากไทย
“ตอนนั้นนักเรียนไทยจะประสบปัญหาหนึ่ง คือมักถูกโกงค่าแรงจากการทำงาน ผมเองก็เจอมา เลยตัดสินใจเปิดบริษัททัวร์เล็กๆ แล้วเอาน้องๆ มาอบรมเรื่องวิธีการพูด การต้อนรับผู้ใหญ่ มารยาทบนโต๊ะอาหาร พวกนี้ แล้วให้เขามาช่วยทำงาน ผมว่า บางทีกิจการเพื่อสังคม อาจเกิดจากแค่ปัญหาที่เราเจอมากับตัว แล้วคิดหาทางออกให้มันเท่านั้น”
เขาบอกที่มาของการเข้าสู่วิถีกิจการเพื่อสังคมที่อาจเริ่มได้ง่ายๆ จากแค่การแก้ปัญหาใกล้ๆ ตัว เมื่อเชื่อมั่นว่าทำได้ ก็แค่ลงมือทำ ไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายซับซ้อน
“เอาความเป็นไปได้ก่อน อาจจะยากนะ แต่ผมรู้ว่า มันเป็นไปได้ แล้วทำไม ไม่ลองดูสักตั้งล่ะ ถ้าไม่ลอง เราก็อยู่ที่เดิม แต่ถ้าลอง ทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงได้”
ไม่ต้องรอโชคชะตาหรือฟ้าลิขิต ทว่าเลือกลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยสองมือคู่นี้





