ตลาดหุ้นสหรัฐร่วง ฉุดราคาน้ำมันดิบอ่อนตัว ท่ามกลางการซื้อ-ขายเบาบางช่วงวันหยุดวันแรงงานสหรัฐ
- ตลาดหุ้นสหรัฐที่ปิดตลาดลบ ประกอบกับการซื้อ-ขายที่เบาบางในช่วงก่อนเทศกาลวันหยุดแรงงานในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ดี ราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ถือว่ามีการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ และในสองสัปดาห์นี้ถือว่าราคาน้ำมันมีการปรับเพิ่มมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 55
- ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ประกาศออกมาล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบว่าปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด โดยตัวเลขเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นเพียง 173,000 ตำแหน่ง ต่ำสุดในรอบ 5 เดือน และลดลงจากเดือนที่แล้วที่มีการปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเป็น 245,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราการว่างงานสหรัฐ ปรับลดลงจาก 5.2% มาอยู่ที่ 5.1% ในเดือน ส.ค. แต่ก็ถือว่ายังไม่ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจน จึงยากที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือไม่
-/+ ราคาน้ำมันยังคงไม่ตอบสนองต่อตัวเลขแท่นขุดเจาะน้ำมันประจำสัปดาห์ของสหรัฐ ซึ่งรายงานโดย Baker Hughes ที่แม้ล่าสุดมีรายงานว่าปรับลดลง 13 หลุม ถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับแต่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยการลดลงครั้งนี้ถือว่าสะท้อนมาจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงในช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าราคาน้ำมันระดับต่ำอาจส่งผลต่อจำนวนหลุมขุดเจาะและปริมาณการผลิตให้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้
+/- ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโรของเวเนซุเอลล่าเดือนทางเยือนเมืองโดฮาเพื่อพบปะหารือกับผู้นำของการ์ตาหนึ่งในสมาชิกโอเปคเพื่อหารือเรื่องการจัดการกับวิกฤติราคาน้ำมันตกต่ำ รวมถึงการเดือนทางไปเจรจาร่วมกับประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูตินของรัสเซียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาด้วย โดยนายมาดูโรเองพยายามอย่างมากที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งเพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อสรุปร่วมระหว่างประเทศใดๆ ที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวกลับขึ้นมาได้
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยราคาได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันเบนซินล่วงหน้าที่สหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับมีแรงซื้อในตลาดเอเชียเพิ่มขึ้น หลังโรงกลั่นหลายแห่งเริ่มเข้าสู่ช่วงปิดซ่อมบำรุงเดือนนี้ รวมถึงการหยุดดำเนินการกะทันหันของหน่วยกลั่นน้ำมันเบนซินของโรงกลั่นในโอมานและสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตด้วย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าของอินโดนีเซียในช่วงนี้ยังคงปรับตัวลดลง
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยราคาน้ำมันเบนซินในเอเชียถือว่าได้รับแรงหนุนมาจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในภูมิภาค และการหยุดดำเนินการกันหันของโรงกลั่นในตะวันออกกลางเช่นกัน โดยการหยุดผลิตดังกล่าวส่งผลให้โอกาสในการส่งน้ำมันดีเซลไปขายยังยุโรปมีเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังที่สิงคโปร์ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่กรอบ 45-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 48-53 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- จับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่จะมีกำหนดจะประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 16-17 ก.ย. นี้ ว่าจะพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้หรือไม่ โดยผลสำรวจล่าสุดจาก Bloomber พบว่าโพลที่คาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้มีเพียง 48% ถือว่าลดลงจากการสำรวจเมื่อเดือนที่ 77% อย่างไรก็ดี นางเจเน็ต เยลเลน ประธาน Fed ย้ำว่ามีความเหมาะสมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
- รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำเดือน ก.ย. ของสำนักสารสนเทศน์ด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ในวันที่ 9 ก.ย. และสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ในวันที่ 11 ก.ย. นี้ ว่าจะมีการปรับเพิ่ม/ลด คาดการณ์ความต้องการใช้และอุปทานน้ำมันดิบอย่างไร รวมถึงมุมมองต่อทิศทางราคาน้ำมันในปีนี้และปีหน้า
- กลุ่มโอเปคแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำ และพร้อมที่จะเจรจากับผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มโอเปคและนอกกลุ่มโอเปคว่าจะปรับลดปริมาณการผลิตเพื่อพยุงราคา ล่าสุดเวเนซุเอลาได้พยายามติดต่อประเทศสมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มโอเปค เพื่อผลักดันการจัดการประชุมฉุกเฉินขึ้นร่วมกับรัสเซีย และมุ่งหามาตรการเพื่อกระตุ้นราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงอย่างแรง อย่างไรก็ดี ยังไม่มีสัญญาณจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียถึงการเจรจาเพิ่มเติมกับผู้ผลิตรายอื่น
- ติดตามทิศทางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว โดยล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยตัวเลขดัชนีภาคการผลิตจีน (PMI) ประจำเดือน ส.ค. 58 ที่ออกมาหดตัว ซึ่งถือว่าหดตัวมากที่สุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้นักลงทุนวิตกมากขึ้นว่าประเทศจีนที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก อาจกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะชะลอตัวรุนแรง
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999





