ปลดล็อกรถคันแรก – ภาษีใหม่ กระตุ้นตลาดรถ 2H58
คลัง-กรมสรรพสามิต พิจารณาปลดล็อคถือครองรถคันแรกเหลือ 3ปี กระตุ้นตลาด
กรมสรรพสามิตมีการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง และกลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์ ในการปลดล็อคการถือครองสิทธิ์ในโครงการรถคันแรกจากเงื่อนไขเดิมที่กำหนดให้ถือครองเป็นเวลา 5 ปี จึงจะสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ เหลือเพียง 3 ปี เพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศที่ยังซบเซา ซึ่งพบว่าล่าสุดตัวเลยถึงเดือน ก.ค. ยอดขายรถยนต์ในประเทศปรับลดลง YoY ถึง 25 เดือนติดต่อกัน โดยเงื่อนไขดังดังกล่าวคาดว่าจะเสนอเข้า ครม.อนุมัติภายในเดือนก.ย นี้ เรามีมุมมองเป็นบวกในระยะสั้นต่อกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์หากผ่อนปรนเรื่องเวลาเหลือ 3 ปี ทางกลุ่มผู้ประกอบการประเมินว่า จะมีจำนวนรถยนต์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์นี้ประมาณ 6-7 แสนคัน และคาดผู้ที่ถือครองรถยนต์ที่จะขายรถยนต์และมาซื้อรถยนต์ใหม่ประมาณ 10% หรือประมาณ 6-7 หมื่นคัน
คาด 2H58 ยอดผลิตรถเริ่มฟื้นตัว
แนวโน้มการผลิตรถยนต์ใน 2H58 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1) โมเดลใหม่ของค่ายรถยนต์ที่เริ่มผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะค่ายโตโยต้าที่มีการปรับสายการผลิตในช่วง 2Q58 ที่ผ่านมา ซึ่งจะกลับมาผลิตในระดับปกติ 2) ประเด็นเรื่องโครงสร้างภาษีใหมที่กรมสรรพสามิตรยืนยันจะเริ่มเก็บ 1 ม.ค.59 นี้ ซึ่งเปลี่ยนจากการจัดเก็บตามกระบอกสูบเป็นการปล่อยมลพิษ คาดราคารถยนต์ปี 59 จะสูงขึ้น 5-10% เป็นปัจจัยกระต้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น 3) การปลดล๊อคมาตรการรถคันแรกหากทันจะช่วยกระตุ้นการซื้อรถใหม่ โดยคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตใน 2H58 ของอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรกราว 10% โดยอิงสมมติฐานการผลิตรถยนต์ในปีนี้ที่ 1.95 ล้านคัน (+4%YoY) โดยประมาณการยอดขายในประเทศปีนี้ 7.5 แสนคัน และยอดส่งออกปีนี้ที่ 1.2 ล้านคัน โดยเราประมาณการกำไรหุ้นกลุ่มยานยนต์ที่เราศึกษา 5 บริษัท (AH , IHL , IRC , SAT และ STANLY) มีกำไรสุทธิเติบโต 2% YoY เป็น 2.8 พันล้านบาท
ให้น้ำหนัก “เท่าตลาด” คาดผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มยานยนต์ “เท่ากับตลาด” ประเด็นการผ่อนปรนเงื่อนไขเวลารถคันแรกหรือการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เรามองเป็นเพียงปัจจัยกระตุ้นตลาดในระยะสั้น อย่างไรก็ตามเรามองว่าผลประกอบการหุ้นกลุ่มยานยนต์ได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีใน 2Q58 ไปแล้วและจะเริ่มฟื้นตัวใน 2H58 สำหรับปัจจัยเสี่ยงของอุตสาหกรรม ได้แก่ การลงทุนภาครัฐที่ล่าช้า และปัญหาภัยแล้งที่อาจกระทบต่อกำลังซื้อเกษตรกร ที่อาจทำให้อุปสงค์การบริโภครถยนต์ไม่ฟื้น และยอดผลิตรถยนต์ไม่เป็นไปตามเป้า โดยเราแนะนำ “ซื้อ” IRC และ SAT ซึ่งคาดให้ Total Return (ผลตอบแทนจากราคาและเงินปันผล) สูงกว่ากลุ่ม
โดยเราเลือก IRC (มูลค่าพื้นฐาน 23 บาท) เป็น Top pick ของกลุ่ม เนื่องจากมีผลประกอบการที่เติบโตดีกว่ากลุ่ม โดยคาดกำไรสุทธิเติบโตราว 22% YoY โดยประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดีขึ้น จากต้นทุนยางซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คาดราคาปรับลดลงเฉลี่ย 16%YoY จากภาวะราคายางในตลาดซึ่งมีอุปทานส่วนเกินอยู่ สำหรับราคาหุ้นปัจจุบัน นอกจากนี้คาด IRC ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4.4% จากราคาปัจจุบัน สำหรับ SAT (มูลค่าพื้นฐาน 19.50 บาท) เรามองว่าผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยตั้งแต่ 2H58 และกลับมาเติบโตในปีหน้า ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่P/E 10 เท่า ซึ่งถือว่ายังถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มปัจจุบันที่ 13.9 เท่า นอกจากนี้คาด SAT ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4% ในปี 58








