ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นหลังได้รับแรงหนุนจากตลาดหุ้น Wall street
+ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 2 เปอร์เซนต์ ในวันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากตลาด Wall Street ปรับตัวสูงขึ้น ช่วยดึงราคาน้ำมันดิบหลังจมอยู่กับความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันส่วนเกินทั่วโลก โดยตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นตั้งแต่ตลาดเปิดทำการ ซึ่งแรงกระตุ้นจากนักลงทุนที่เข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงอย่างหนักติดต่อกันหลายวันทำการก่อนหน้านี้ อันเป็นผลมาจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก
+ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงสนับสนุนจาก ราคาสัญญาล่วงหน้าน้ำมันเบนซินของสหรัฐ (RBOB) ที่มีความแข็งแกร่งก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวันหยุด (US Labor day) และ reformer unit ของโรงกลั่น Philadelphia energy solution หยุดทำการผลิตชั่วคราวในวันอังคารที่ผ่านมาเนื่องจากไฟไหม้ จึงช่วยผลักดันให้ราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้น ถึงแม้ว่าโรงกลั่นจะกลับมาทำการผลิตอีกครั้งในวันพุธก็ตาม
- อย่างไรก็ดี สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังรายสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่28 ส.ค. 58 ปรับเพิ่มขึ้น 4.7 ล้านบาร์เรล เป็นผลมาจากโรงกลั่นในสหรัฐ ลดกำลังการผลิตลงราว 130,000 บาร์เรลต่อวันและมีการนำเข้าน้ำมันสูงขึ้น จาก 650,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 7.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
- รวมไปถึงบริษัท Shell ในไนจีเรียกลับมาดำเนินการผลิต ในวันพุธที่ผ่านมา หลังจากหยุดการผลิตกระทันหัน (Force majeure )ไปตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 58 เนื่องจากท่อส่งน้ำมันหลักสองท่อเกิดการรั่วซึม ทำให้ปริมาณน้ำมันส่งออกจากไนจีเรียจะกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ส่งผลกดดันต่อปริมาณน้ำมันดิบที่จะเพิ่มขึ้นในตลาด
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ จากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ทรงตัว และได้รับแรงสนับสนุนจาก Petro Malyasia ที่มีความต้องการน้ำมันในช่วงเดือนตุลาคม รวมถึงราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐ ปรับตัวดีขึ้น
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ทางแอฟริกาตะวันตก อย่างไรก็ดี อุปทานยังคงล้นตลาดประกอบกับอุปสงค์ในภูมิภาคยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลยังคงถูกกดดันอยู่
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่กรอบ 46-51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางและมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ทำให้นักวิเคราะห์โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ในครั้งถัดไปในเดือน ก.ย.ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับต่ำในปัจจุบันออกไปก่อน ทำให้นักลงทุนโดยส่วนใหญ่คลายกังวลลง อย่างไรก็ดี ด้วยภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นทำให้ FED อาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
- ติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 3 ก.ย. ว่าจะมีการปรับเพิ่มวงเงินในการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) หรือยืดระยะเวลาของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือไม่ หลังการปรับตัวลดลงอย่างหนักของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนอาจจะทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนอาจจะชะลอตัวลงและทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบัน ECB มีการเข้าซื้อสินทรัพย์กว่า 6 หมื่นล้านยูโรทุกเดือน โดยนโยบายดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ มี.ค. 58 และจะสิ้นสุดใน ก.ย. 59
- สถานการณ์ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจีนว่าจะมีทิศทางอย่างไร หลังการปรับลดลงของตลาดหุ้นจีนในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าของตลาดหุ้นจีนหายไปกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมของจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังการรายงานดัชนีการผลิต (Caixin PMI) พบว่ายังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า หลังยอดคำสั่งซื้อปรับลดลง
- ปริมาณนํ้ามันดิบคงคลังของสหรัฐที่อาจไม่ปรับลดลงต่อเนื่อง แม้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีการปรับลดลงมากถึง 5.5 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 450.8 ล้านบาร์เรลก็ตาม แต่การปรับลดลงของปริมาณน้ำมันดิบคงคลังดังกล่าวเกิดจากผลของการนำเข้าที่ลดลง ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงกังวลว่าอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปที่คาดว่าจะชะลอตัวลงหลังสิ้นสุดฤดูขับขี่ของสหรัฐและโรงกลั่นน้ำมันโดยส่วนใหญ่ที่จะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงอีกครั้ง จะทำให้ปริมาณสต็อกน้ำมันดิบคงคลังปรับเพิ่มขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999







