ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสร่วงแตะระดับที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังอุปทานน้ำมันดิบสหรัฐสูงขึ้น
- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง ซึ่งเกือบต่ำกว่าระดับ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสำนักงานพลังงานสากลของสหรัฐ (EIA) รายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 14 ส.ค. 58 ว่าปรับเพิ่มขึ้น 2.6 ล้านบาร์เรล ไปแตะที่ระดับ 456.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 777,000 บาร์เรล เนื่องจากนักวิเคราะห์และลงทุนส่วนใหญ่มองว่าปริมาณน้ำมันดิบคงคลังน่าจะปรับลดลงจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในสหรัฐ เพราะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอยู่ในขณะนี้ ทางด้านปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับเพิ่มขึ้น 326,000 บาร์เรล ไปอยู่ที่ระดับ 57.4 ล้านบาร์เรล
- นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดัน หลังกำลังการผลิตประจำสัปดาห์ของโรงกลั่นน้ำมันในภาคตะวันตกกลางของสหรัฐ ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 8 เดือน โดยกำลังการผลิตประจำสัปดาห์ที่แล้วปรับลดลง 6.8% ไปอยู่ที่ระดับ 92.2% เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมัน Whiting ในรัฐอินดีแอนา มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 240,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่มีกำลังการผลิตสูงสุดในภาคตะวันตกกลางของสหรัฐ ได้หยุดดำเนินการผลิตลงกะทันหันในช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว
- นักวิเคราะห์มองว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ยังแข็งค่า ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของจีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก และภาวะอุปทานล้นตลาดจากการเพิ่มปริมาณหลุมขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันในขณะนี้
+ อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ เมื่อเทียบเป็นรายปีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 เดือน และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ทั้งนี้ นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสหรัฐ ยังคงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากปริมาณอุปทานน้ำมันเบนซินที่ล้นตลาด นอกจากนี้ อุปสงค์ในภูมิภาคยังคงซบเซา หลังผู้เล่นในตลาดคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันเบนซินจะปรับตัวลดลงไปอีก ส่งผลให้ผู้เล่นชะลอการซื้อในระยะนี้
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงสนับสนุนจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นอย่างกระทันหัน ประกอบกับอุปทานที่หายไปจากการปิดซ่อมบำรุงประจำปีของโรงกลั่นในสิงคโปร์และมาเลเซีย อย่างไรก็ดี อุปสงค์ที่เบาบางภายในภูมิภาคส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่กรอบ 40-45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 47-52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- จับตาทิศทางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศการลดค่าเงินหยวนลงเกือบร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เพื่อกระตุ้นการส่งออกของจีน โดยการลดค่าเงินหยวนครั้งนี้ได้สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจของจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และความวิตกที่จีนยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล ที่เน้นการเติบโตจากอุปสงค์ภายในประเทศ
- ความกังวลต่อภาวะอุปทานส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งจากฝั่งของผู้ผลิตนอกและในกลุ่มโอเปค ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ก็ตาม โดยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ ทางฝั่งของกลุ่มโอเปคยังคงกำลังการผลิตในระดับสูงแตะระดับ 31.50 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 3 ปี
- ติดตามการแก้ไขวิกฤตหนี้กรีซ หลังจากกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงในหลักการกับกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อปลดล็อคเงินกู้งวดใหม่เพื่อนำไปชำระหนี้งวดถัดไป โดยล่าสุดกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงกับกลุ่มเจ้าหนี้ได้สำเร็จ โดยกลุ่มเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และกองทุนเพื่อเสถียรภาพยุโรป (ESM) ได้ตกลงอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซมูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 3 ปี ทั้งนี้ นับว่ากรีซสามารถผลักดันข้อตกลงเงินกู้เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจกรีซ ทันการชำระหนี้งวดถัดไปราว 3.2 พันล้านยูโรในวันที่ 20 ส.ค. นี้
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีและสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) ในการประชุม ประชุม Fed ในวันที่ 16-17 ก.ย. หลังจากคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (ร้อยละ 0 - 0.25) ตั้งแต่ปี 52 โดยการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









