ผลประกอบการ 2Q58 พลิกขาดทุนแต่ยังคงประมาณการทั้งปีตามเดิม
ประเด็นการลงทุน
- ไตรมาส 2 พลิกขาดทุน 54 ล้านบาท : ผลประกอบการ 2Q58 ขาดทุน 54 ล้านบาท -107%YoY และ -178%QoQ เนื่องจากกาไรของธุรกิจถ่านหินอ่อนตัวลงตามราคาถ่านหินโลกอีกทั้งค่าใช้จ่ายในการผลิตรวมปรับตัวขึ้น โดยเหมืองออสเตรเลียผลิตถ่านหินได้ 2.8 ล้านตันลดลง 1 ล้านตันเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และต้นทุนในการผลิตถ่านหินปรับตัวขึ้น 6 ดอลลาร์ต่อตันสู่ระดับ 52 ดอลลาร์ต่อตันจากไตรมาส 1 เนื่องจากมีการย้ายอุปกรณ์ในการขุด(Long Wall) ส่งผลให้ต้องหยุดการผลิตและมีค่าใช้จ่ายในการขนย้ายเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณผลิตถ่านหินในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 0.3 ล้านตันอยู่ที่ระดับ 2.6 ล้านตันเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 เนื่องจากมีการเปิดหลุมใหม่ทำให้สามารถผลิตถ่านหินได้เพิ่มขึ้น ด้านต้นทุนการผลิตยังทรงตัวที่ระดับ 52 ดอลลาร์ต่อตันไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนกำไรจากโรงไฟฟ้าปรับตัวลงเล็กน้อยจากโรงไฟฟ้าในประเทศจีนขายไฟได้ลดลงเนื่องจากผ่านช่วงฤดูร้อนไปแล้ว โดยกำไรจากโรงไฟฟ้า BLCP ทรงตัวใกล้เคียง 1Q58 ที่ระดับ 480 ล้านบาทเนื่องจากในไตรสมาส 2 มีการหยุดซ่อมบำรุงหน่วยผลิตที่ 2 นอกจากนี้กำไรของ BANPU ถูกกดดันเพิ่มเติมจากขาดทุนอนุพันธ์ทางการเงินอีกจำนวน 570 ล้านบาท
- 2H58 ธุรกิจโรงไฟฟ้าหนุนกำไร : ในช่วงครึ่งปีหลังโรงไฟฟ้า BLCP จะเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตและไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนกำไรอย่างน้อย 1,300 ล้านบาท อีกทั้งโรงไฟฟ้าหงสาหน่วยที่ 1 (มีกำลังการผลิต 600 MW) จะเดินเครื่องเต็มกำลังในครึ่งปีหลัง และโรงไฟฟ้าหงสาหน่วยที่ 2 (มีกำลังการผลิต 600 MW) จะเริ่มเดินเครื่องในช่วงเดือนพฤศจิกายนช่วยหนุนกำไรเพิ่มเติม โดย ภายในปี 2018 BANPU มีแผนขยายโรงไฟฟ้าในประเทศจีนที่ Shangxi lu guang(SLG) เพิ่มเติมอีก 1200 MW ซึ่ง BANPU ถืออยู่ 30% ส่งผลให้ในปี 2018 จะมี Equity MW จากโรงไฟฟ้ารวม 2,300 MW ช่วยสร้างเสถียรภาพกำไรในระยะยาวให้แก่ BANPU
- มีแผนนำ BANPU POWER (BPP) เข้าจดทะเบียนปี 59 : บอร์ด BANPU อนุมัติขายหุ้นไอพีโอ "BANPU POWER (BPP)" ไม่เกิน 35% คาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในปี 59 โดยจะนาเงินที่ได้ไปชาระคืนเงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กิจการ ซึ่งเรามองว่าการนำบริษัท BPP เข้าจดทะเบียนจะเป็นผลดีต่อ BANPU เนื่องจากจะช่วยลดภาระเงินกู้และดอกเบี้ยจ่ายของ BANPU ในอนาคต
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 58 ที่ 32 บาท : แม้ 1H58 จะขาดทุน 14 ล้านบาท แต่ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 58 ที่ 2,208 ล้านบาท เพราะคาดว่าแนวโน้มธุรกิจโรงไฟฟ้าจะเป็นตัวหนุนกำไรในช่วงครึ่งปีหลัง จากโรงไฟฟ้า BLCP และโรงไฟฟ้าหงสาหน่วยที่ 1 จะเดินเครื่องเต็มกาลังการผลิตและโรงไฟฟ้าหงสาหน่วยที่ 2 จะเริ่มเดินเครื่องในเดือน พ.ย. นี้ ขณะที่ธุรกิจถ่านหินคาดว่าจะมีผลประกอบการทรงตัว ทางฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี PBV Ratio ด้วยค่า Prospective PBV ที่ 1.2 เท่าได้ราคาเหมาะสมที่ 32 บาท จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากราคาปิดล่าสุดต่ำกว่าราคาที่ประเมินได้









