ไม่แข่งกับลูกค้า พันธกิจปั้น ‘กุลธร’ สู่องค์กรยั่งยืน

ไม่แข่งกับลูกค้า พันธกิจปั้น ‘กุลธร’ สู่องค์กรยั่งยืน

ตึกแถวย่านหลานหลวงกำเนิดธุรกิจกุลธรผู้นำเข้า-จำหน่ายอะไหล่เครื่องทำความเย็นรายใหญ่ไทยสู่ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์1 ใน 3 ของโลก กับฝันองค์กรร้อยปี

ออกตัวว่าบริษัทที่บิดาปลุกปั้นเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง สำหรับธุรกิจของตระกูล “สิมะกุลธร”  ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น มีธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าของตัวเอง และอีกมากมาย  

แม้จะบอกแบบนั้น แต่ข้อเท็จจริงบริษัท คือ ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์ติด 1 ใน 10 ของโลก (เบอร์ 7) ยิ่

งเจาะเข้าไปที่การผลิตคอมเพรสเซอร์ระบบลูกสูบใหญ่ ถือเป็นเบอร์ 3 ของโลก  นี่เป็นประโยคที่ “สุทัศน์ สิมะกุลธร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กุลธร จำกัด ฉายภาพรวมธุรกิจให้ฟัง

นานๆ เขาจะออกมาพบปะสื่อ ในจังหวะที่ธุรกิจกำลังจะฉลองขวบปีที่ 50  เจ้าตัวเลยขอจับเข่าคุยปนอาการประหม่าเล็กน้อย ก่อนเล่าว่า..

ในจำนวนญาติพี่น้อง 30 ชีวิตของตระกูลสิมะกุลธร เข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัว “กึ่งหนึ่ง”  โดยเขาเป็นหนึ่งในนั้น  

โดยเขารับหน้าที่สานต่อกิจการจากบิดา ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มนำเข้าและจำหน่ายสินค้าอะไหล่อุปกรณ์ทำความเย็นจากสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น ป้อนร้านซ่อมแซมตู้เย็นและเครื่องประอากาศ มาตั้งแต่ปี 2508 

จนรั้งตำแหน่ง “ผู้นำ”  มายาวนาน

ทว่า 10 ปีที่ผ่านมา กลับเสียแชม์ถูกคู่แข่ง “แซง” ขึ้นเป็นเบอร์ 1 กินส่วนแบ่งตลาดมากถึง 50% ของตลาดอุปกรณ์เครื่องทำความเย็น

ดังนั้น ในทศวรรษที่ 6 ของสิมะกุลธร เขาเลยประกาศว่าจะขอ “ทวงแชมป์” กลับมาให้ได้ ! 

โดยวิธีการได้มาซึ่งคำว่าแชมป์ “สุทัศน์” บอกว่า แม้โลกธุรกิจจะแข่งกันที่ความเร็ว  แต่สำหรับเขาไม่เน้นขยายอาณาจักรทางลัดเช่นนั้น สิ่งที่จะทำคือการ “สร้างความยั่งยิืน” ให้องค์กร แต่กระนั้นก็ยังพอที่จะเห็นมิติใหม่ของการแตกไลน์ธุรกิจ เช่น การรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทยอยนำที่ดินสะสมนับ “พันไร่” มาพัฒนาเป็นคลังสินค้าให้เช่า 3 แห่ง 

“พอมีเงินก็เก็บสะสมที่ดิน อนาคตคงพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปเรื่อยๆ เพราะเป็นจุดที่กระจายความเสี่ยงให้บริษัท มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน แถมยังมีกำไรดีกว่าธุรกิจต้นน้ำที่ทำอยู่ในขณะนี้”  

ส่วนแผนธุรกิจอื่นๆ จะลงทุนขยายกำลังการผลิตคอมเพรสเซอร์ขนาด 30,000 บีทียู อีก 10% รองรับความต้องการในตลาดโลกที่ผลิตเท่าไหรก็ไม่พอขาย การเติบโตจึงสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจไทย และตลาดโลกที่ซบเซา 

ปีนี้ไม่กระเทือน แต่อดีตก็เจอมาหนักไม่น้อย โดยเฉพาะในปี 2540 (วิกฤติต้มยำกุ้ง) เขาเล่าว่า แม้ยอดส่งออกจะพุ่งกระฉูดจากค่าเงินบาทลอยตัว แต่หนี้ก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

”ลอยตัวเงินบาทปุ๊บ! หนี้บานท่วมหัวเลย ยอดขายพุ่ง เพราะค่าเงินบาทขยับไปที่ 40 กว่าบาทต่อดอลลาร์ ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งอยู่เฉยๆ คนก็แห่มาซื้อสินค้า แต่ปัญหาที่ตามมาคือเป็นหนี้ double over night หนี้ที่ใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมด" นั่นเป็นบทเรียนให้การทำธุรกิจยุคนี้ต้องป้องกันความเสี่ยงมาก ทั้งค่าเงิน การซื้อวัตถุดิบ เช่น การที่บริษัทเข้าไปสร้างโรงงานผลิตทองแดงในจีนเพื่อป้องกันความผันผวนของราคาทองแดงในตลาดโลก 

เขายังบอกว่า หัวใจสำคัญนอกเหนือจากการสร้างความยั่งยืน คือการคำนึงถึงการบริหาร “ความสัมพันธ์” ระหว่างพันธมิตรทุกฝ่าย ไม่ใช่มือใครยาวสาวได้สาวเอา เหมือนในอดีต  

“เรามองบริษัทไม่ได้มองเป็นร้านของอั๊วะอย่างเดียว เชื่อว่าทุกคนเข้าในองค์กรมาแลกเปลี่ยนกัน คนเข้ามาทำงาน นำเวลา แรงงานมาแลก และรับเงินเดือน โบนัสกลับไป คนนำสินค้ามาให้เราก็นำเงินกลับไป ลูกค้านำเงินมาให้ก็รับสินค้าไป ธนาคารให้กู้ยืมเงินก็ได้รับดอกเบี้ยกลับไป เรามั่นคงขนาดที่ว่า เป็นสถานที่อย่างหนึ่งที่คนเข้ามาใช้ตรงนี้ เป็นวงจรขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่บริษัทอั๊วะ” ความสัมพันธ์จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อย้ำให้ทายาทรักษาไว้

“ดีเอ็นเอเราอยู่ได้ด้วยความสัมพันธ์กับลูกค้า พนักงาน ธนาคาร เราบริหารความสัมพันธ์มมากกว่า คุยกันแบบองค์รวม ผูกมิตรไมตรี ไม่มีหักหาญหรือต่อสู้ในเชิงธุรกิจให้บริษัทหนึ่งเจ๊ง แล้วขึ้นไปครองอันดับ 1”       

นอกจากนี้ ยังต้อง “ยึดถือความเป็นกลางทางธุรกิจ” หมายถึงการไม่ทำกิจการใดเพื่อแข่งขันกับลูกค้า หมายความว่า บริษัทผลิตและจำหน่ายคอมเพรสเซอร์ อุปกรณ์และอะไหล่เครื่องทำความเย็น บริษัทก็จะไม่ไปผลิตตู้เย็นเพื่อค้าปลีกแข่งขันกับลูกค้า แม้จะกำไรงาม เพราะเราไม่ต้องการเปลี่ยนลูกค้าเป็นคู่แข่ง 

ปัจจุบันผู้พ่อ ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัทได้วางมือจากการบริหารงานในตำแหน่ง “ประธานกรรมการ” บมจ.กุลธรเคอร์บี้ ไปเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมดัน “สุรพร สิมะกุลธร” ผู้เป็นอานั่งเก้าอี้แทน 

“พ่อเกษียณแล้ว แต่ยังมาทำงานทุกวัน” เขาหัวเราะ 

การทวงตำแหน่งผู้นำ เป็นเพียงเป้าหมายระยะสั้น แต่เป้าหมายระยะยาว

ทายาทคนนี้ ย้ำว่า ต้องการเห็นองค์กร “กุลธร” อยู่ยงคงกระพันถึงร้อยปี

วันนี้ กุลธรฉลองธุรกิจครบรอบ 50 ปี ก่อนก้าวสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดในวันหน้า 

============================

  จากตึกแถว สู่ผู้ผลิตคอนเพรสเซอร์โลก    

“สุทัศน์ สิมากุลธร”  กรรมการผู้จัดการบริษัทกุลธร จำกัด เล่าถึงการเริ่มบุกเบิกธุรกิจของคนรุ่นพ่อว่า เริ่มจากเช่าตึกแถวย่านหลานหลวงเพื่อทำมาค้าขายอะไหล่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ “บีเอ็มดับบลิว”แต่เมื่อเผชิญอุปสรรคด้านลิขสิทธิ์ เพื่อไม่ให้กิจการต้อง “เจ๊ง” จึงหันเหไปหาไปจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นยี่ห้อดัง “เทคัมเช่”(Tecumseh)จากสหรัฐ ตั้งแต่บิดายังอายุไม่ถึง30 ปี 

กลายเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ธุรกิจ“ตั้งตัวได้” ในครั้งนั้น

ขณะที่จุดเปลี่ยน “อีกครั้ง” เกิดขึ้น เมื่อเศรษฐกิจในยุคก่อนบูม รัฐไม่ต้องการให้มีการนำเข้าสินค้าคอมเพรสเซอร์จากต่างประเทศมาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว จึงคลอดโครงการลงทุนพิเศษให้เอกชนมาร่วมประมูลเป็นเจ้าของ โดยมีบริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ IFCT ในขณะนั้นเป็นผู้สนับสนุนเงินลงทุน

“ทำมา 15 ปี และยังเป็นตัวแทนจำหน่ายขายคอมเพรสเซอร์ใหญ่ที่สุดในไทย ขายยี่ห้อดังที่สุดในโลกพอรัฐบาลมีโครงการออกมา ถ้ามีใครยื่นแล้วเขาเปิดโรงงานผลิตคอมเพรสเซอร์ขึ้นมา เราคงขายไม่ออก”เขาให้เหตุผลที่ทำให้บิดาตัดสินใจโดดเข้าไปชิงชัย

โดยมีผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศชื่อดังในไทย รวมทั้งบริษัทตบเท้าเข้าไปชิงประมูลรวม 4-5 ราย 

ในจำนวนนั้นมีเพียง “กุลธร” ที่ไม่ใช่ผู้ผลิตตู้เย็น ส่วนรายชื่อที่คาดว่าจะเข้าวินคือ “ซันโย” เพราะครองส่วนแบ่งตลาดถึง 50% 

ทว่าผิดคาด เมื่อกุลธรได้รับคัดเลือก ด้วย 2 เหตุผล คือ เป็นบริษัทที่นำเข้าอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นคุณภาพ และบริษัทไม่ใช่ผู้ผลิตตู้เย็น หากผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งชนะอาจทำให้กระทบต่อขีดแข่งขันทางธุรกิจได้

นั่นเป็นที่มาให้เกิดการร่วมทุนกับเจ้าของเทคโนโลยีเทคัมเช่ ของสหรัฐ และเคอร์บี้ จากออสเตรเลีย ต้นกำเนิด “กุลธรเคอร์บี้” กระทั่งธุรกิจเติบใหญ่ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขยายอาณาจักรมากมายทั้งในไทยและจีน

ขณะที่สุทัศน์ เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวจริงๆจังๆเมื่อปี 2538 และบินไปศึกษาต่อต่างประเทศ พร้อมเก็บเกี่ยวงานด้านวิศกรรมการผลิตชิ้นส่วน และเครื่องปรับอากาศกับมิตซูบิชิ ที่ญี่ปุ่น ก่อนกลับประเทศไทย

“ผมเสิร์ฟน้ำตั้งแต่อยู่ป.3 และทำงานในเครือคือบริษัท อุตสาหกรรมคอมเพรสเซอร์ไทย จำกัด(ผลิตโรตารรี่คอมเพรสเซอร์)” เขาเล่าและย้ำภารกิจหลักว่า...

ต้องการนำบริษัท กุลธร จำกัด กลับมามีหน้ามีหน้า มีตัวตน 

"เราเคยเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอันดับ 1 ของประเทศ แต่วันนี้ เราโดนหลายๆรายที่มาแรงและแซงไปแล้ว เราเสียแชมป์มาเป็นสิบปี วันนี้เราเป็นเบอร์ 2 แต่ภายใน 5 ปีจะกลับมาเป็นเบอร์ 1” ส่วนเหตุผลที่ตกชั้น เพราะเกิดจากการทำงานในแบบที่ "คุ้นชิน" มานาน

ขณะที่ผู้พ่อก็ไม่ได้มอบหมายนโยบายพิเศษ บอกเพียงแค่ให้ทำงาน “ขยันหมั่นเพียร" “

คุณพ่อสอนเสมอว่า ให้ขยันทำงานไปเรื่อยๆ แล้วโอกาสจะเข้ามาเอง”