"พล.อ.ประวิตร" เผยที่ประชุม เสนอ 7 คาสเตอร์ พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ มอบ “สภาพัฒน์-บีโอไอ-มท.” เคาะหาพื้นที่รองรับ
พิจารณาพื้นที่เกษตร -จุดอ่อนจุดแข็ง หวังสะกัดแรงงานไหลออก ดึงนักลงทุนเข้าร่วม ชี้ สัปดาห์หน้าได้ข้อสรุป ยันไม่เอาข้อเสนอ หม่อมอุ่ย ระบุเป๋นเรื่องฝ่ายบริหาร
วานนี้ (11ส.ค.) ที่อาคารรับรองเกษะโกมล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ว่า ในที่ประชุมมีการพูดคุยกันถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยตนมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปหารือกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ในประเด็นข้อเสนอคาสเตอร์ศักยภาพที่จะพัฒนาในระยะแรก
โดยมี 7 คาสเตอร์ ประกอบด้วย 1.คาสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน 2.คาสเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิค 3.ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 4.คาสเตอร์แปรรูปอาหาร 5.คาสเตอร์แปรรูปยางพารา (ไม่รวมไม้ยางพารา) 6.คาสเตอร์ไอที 7.คาสเตอร์สิ่งทอ ซึ่งเรากำลังพิจารณาว่าแต่ละคาสเตอร์จะอยู่ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดใด ตลอดจนถึงพื้นที่เกษตรกรรม ก็ดูว่าแต่ละพื้นที่มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร
เช่นพื้นที่ภาคใต้ เป็นยางพารา ภาคตะวันออก น่าจะเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งต้องทำให้เกิดให้ได้ และต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ตอบแทนที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุนกับเราอย่างไร ซึ่งในที่ประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจพิเศษครั้งต่อไปจะได้คำตอบในประเด็นเหล่านี้ เพื่อจะให้กระทรวงมหาดไทยกำหนดผังเมืองไว้รองรับเอาไว้ว่าตรงกัน หรือไม่ รวมทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ว่าตรงไหนจะให้สิทธิประโยชน์ได้บ้าง โดยจะเอาไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศอีกด้วย เช่น ประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสะกัดการไหลออกของแรงงาน ตลอดจนถึงการดึงดูดนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุน
เมื่อถามถึงอุปสรรคการดำเนินการ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อาจจะเป็นเรื่องการประสานงาน แต่ทางบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ และกระทรวงมหาดไทย จะไปพูดคุยกันให้เกิดความชัดเจน โดยมีคณะกรรมการฯของตนเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ถ้าพบว่าติดปัญหาใดเราจะรีบดำเนินการ จากนั้นจะรายงานให้นายกฯรับทราบต่อไป อย่างไรก็ตามเราจะทำให้เร็วที่สุด และให้เสร็จภายในปีนี้
เมื่อถามว่าได้นำเอาข้อสังเกตของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯมาปรับให้หรือไม่ รองนายกฯประวิตร กล่าวว่า “คงไม่ เพราะเป็นคนละประเด็นกัน ประเด็นของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นเรื่องของการบริหาร ผมไม่ยุ่งเกี่ยว และไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ เพียงแต่ว่าหน้าที่ผมจะดูว่าอะไรที่ติดขัดก็ให้หน่วยงานต่างๆมาประสานงานกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน”






