กำไร 3Q58 มีความเสี่ยงจากค่าการกลั่นที่อ่อนตัว
ค่าการกลั่นอ่อนตัว ฉุดกำไร 3Q58
ปัจจัยสำคัญกำหนดผลประกอบการ 3Q58 อ่อนตัวลงได้แก่ (1) ค่าการกลั่นตลาดสิงค์โปร์ 3Q58QTD อยู่ที่ 5.9 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลง 27%QoQ (2) ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันอ่อนตัวลงกว่า 13 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับมารับรู้ Stock Loss (3) ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศลดลงตามฤดูกาล และ (4) รายได้จากการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ลดลงเนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน แม้จะมีโอกาสเห็นค่าการกลั่นพื้นฐาน BCP ดีกว่าเมื่อเทียบกับตลาดสิงค์โปร์ เนื่องจากการขายน้ำมันเตาที่ดีกว่าราคาตลาดตามคุณภาพ รวมทั้งต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลงเนื่องจาก ราคาน้ำมันดิบเบนส์ที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบ แต่เราเชื่อว่าจะไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวข้างต้นได้
มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพหอกลั่น
จากการเข้าฟังผู้บริหารในงาน Analyst Meeting ล่าสุด บริษัทมีอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับแผนปรับปรุงประสิทธิภาพหอกลั่น เพื่อเพิ่มค่าการกลั่น ด้วยการลดสัดสัดส่วนน้ำมันเตา (ต่ำกว่าทุน) และเปลี่ยนเป็นน้ำมันดีเซลที่มีราคาสูงกว่า โดยปัจจุบัน BCP มีกำลังผลิตน้ำมันเตาอยู่ที่ 16% ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันเตาเฉลี่ยในปี 2557 – 2558 อยู่ที่ 24 และ 17 เหรียญต่อบาร์เรล ตามลำดับ การปรับปรุงประสิทธิภาพดังกล่าวจะทำให้ค่าการกลั่นของ BCP ปรับเพิ่ม 1 – 3 เหรียญต่อบาร์เรล
ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุน
บริษัทยังคงเป้าหมายเพิ่มสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 40 แห่ง รองรับแผนขยายกำลังกลั่นด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังผลิตในอนาคต ขณะที่การเพิ่มสถานีบริการน้ำมันจะทำให้รายได้ในส่วน Non-oil ปรับเพิ่มเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะยาว ด้านโครงการขยายกำลังผลิตไบโอดีเซล (Phase 2 กำลังผลิต 4.5 แสนลิตรต่อวัน) ยังคงเดินหน้าตามแผน คาดจะสามารถเริ่มผลิตได้ 3Q59 เรามีมุมมองเป็นบวกเนื่องจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็น Captive demand ของ BCP อีกทั้งยังคงรองรับแผนของภาครัฐในการปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล 7%
ปรับคำแนะนำเป็น “เก็งกำไร”
เราปรับน้ำหนักการลงทุนหุ้นในกลุ่มธุรกิจการกลั่นเป็น Underweight จากความเสี่ยงของธุรกิจที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่อ่อนตัว แม้ในช่วงขาลงของธุรกิจการกลั่น BCP จะยังดูแข็งแกร่งกว่าโรงกลั่นอื่น เนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่มีกระแสเงินสดที่แน่นอน รวมทั้งยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 4% ทำให้ราคาหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อยเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปัจจุบันคงเหลือ Upside gain เพียง 13% ทำให้เราปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” มาเป็น “เก็งกำไร”






