วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'Organic Space' รักษ์โลก..ไม่โดดเดี่ยว

“Organic Space” เครือข่ายธุรกิจสีเขียวที่เริ่มจากทำเอง ใช้เอง แล้วแบ่งเพื่อน ก่อเกิดเป็นกิจการน้ำดี ที่ขอโตไปพร้อมกับมิตรสหายหัวใจรักษ์โลก

เสื้อผ้าดีไซน์เรียบง่าย โดดเด่นด้วยสีธรรมชาติ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประทับแบรนด์ “wear me natural” ใกล้ๆ กัน มีผลิตภัณฑ์สบู่ธรรมชาติ “Organic Space” นมถั่วเหลืองออร์แกนิค “eat me natural” อวดโฉมทักทายขาช้อปที่แวะชมงาน Organic & Natural Expo 2015 อย่างไม่ขาดสาย

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขา คือ บรรยากาศสุดคึกคัก จากการแวะเวียนมาช่วยเชียร์ ช่วยขาย พูดคุยและทักทายกัน ของเหล่ามิตรสหายหัวใจรักษ์โลก สะท้อนความเป็นธุรกิจที่ “รวยเพื่อน” อยู่ใช่เล่น

หลังความวุ่นวายเล็กๆ สงบลง เราได้พูดคุยกับ “เปิ้ล - พภัสสรณ์ จิรวราพันธ์” ผู้ก่อตั้ง เสื้อผ้าแบรนด์ wear me natural และสบู่ธรรมชาติ Organic Space ตัวตั้งตัวตีในการทำ Organic Space พื้นที่เชื่อมโลกของ ผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ สินค้าเพื่อสุขภาพ และงานแฮนด์เมด กับผู้บริโภคที่สนใจผลิตภัณฑ์สีเขียว

ผู้ประกอบการหน้าหวานเล่าให้เราฟังว่า เธอเป็นอดีตแอร์โฮสเตส ประจำสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ อยู่ 7 ปี ก่อนลาออกมาเพราะปัญหาด้านสุขภาพ จากนั้นเบนเข็มมาเป็นสาวออฟฟิศ ทำงานในบริษัทเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ทั้ง MUJI, ยูนิโคล่ และ ลีวายส์ ก่อนถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเดิม เมื่อเจอ “ออฟฟิศซินโดรม” เล่นงานเข้าให้

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง เริ่มจากปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อเยียวยารักษาตัวเอง

เธอเริ่มเสาะหาความรู้ ทั้งอ่านหนังสือ พวกตำราชีวะจิต อาหารมังสวิรัติ และการดูแลสุขภาพ ไปลงเรียนปลูกผัก กับป้าหน่อย แห่ง Organic Way เพื่อมาลองปลูกผักกินเอง พอมีวิชาก็มาปรับพื้นที่รกร้างในบ้าน ทำเป็นสวนผักเล็กๆ ขึ้น

วันหนึ่งความฝันก็แจ่มชัด เมื่อได้รู้จักกับ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนย้อมผ้าสีธรรมชาติ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ด้วยมีประสบการณ์ในธุรกิจเสื้อผ้ามาก่อน ทำให้เธอเห็นโอกาสของเสื้อผ้าสีธรรมชาติ ที่ไม่อันตรายกับผู้สวมใส่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมายังมีคนทำน้อย และส่วนใหญ่ยังดีไซน์แบบพื้นบ้าน ไม่ค่อยตอบโจทย์การใช้งานของคนยุคนี้นัก

ที่มาของ “wear me natural” ชุดผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ ที่นำภูมิปัญญาอย่างการใช้สีธรรมชาติจากต้นไม้ พวก ใบ เมล็ด กิ่ง ก้าน เปลือก ราก ฯลฯ มาผสานเทคนิคต่างๆ ผสมรวมตัวจนได้สีของเนื้อผ้าที่นุ่มนวล สดใส บวกดีไซน์ที่เรียบหรูและดูดี สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ สามารถใส่ได้นานไม่ตามแฟชั่น ขณะกระบวนการผลิตก็ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งยังใช้วัตถุดิบที่หาได้ในชุมชน จึงลดการนำเข้าลงได้ด้วย

“พอเห็นโอกาสก็ลาออกจากงาน เพราะตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะเลือกทางนี้ โดยที่เราจะออกแบบแล้วให้ชุมชนผลิตให้ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วย” เธอบอกจุดเริ่มต้น

หลังเปิดตัวมาได้ 1 ปี wear me natural มีลูกค้าคนไทยประมาณ 70% ที่เหลือเป็นต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่สนใจสุขภาพและชอบสินค้าแฮนด์เมด โดยเน้นขายปลีกผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก และออกงานแสดงสินค้า บ้าง เช่น งานมหกรรมอาหารและสุขภาพวิถีไทย, งาน Green Fair, งาน Bangkok Farmer Market BIG & BIH เป็นต้น

พอเริ่มทำเสื้อผ้ารักษ์โลก เธอว่า ชักบ้าพลังเยอะขึ้น เลยไปลงเรียนศาสตร์อื่นๆ เพิ่ม อย่าง ไปศึกษาเรื่องเมล็ดพันธุ์ กับ “โจน จันได” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “โจน บ้านดิน” ไปเรียนปลูกข้าว กับ “อาจารย์เดชา ศิริภัทร” แห่ง มูลนิธิข้าวขวัญ ไปเรียนหลักสูตรแพทย์แผนไทย ไปแสวงหาองค์ความรู้ ที่สนใจจนครบรอบด้าน

“ที่ไปลงเรียนเรื่องเหล่านี้ เพราะมีความฝันว่า อยากมีสวนเล็กๆ ของตัวเอง แล้วทำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติไปให้ผู้คนได้ใช้”

เธอบอกเล่าความฝัน ที่ประกอบมันขึ้นมาด้วยสองมือ โดยเมื่อมีความรู้ ก็เริ่มนำความรู้นั้นมาแบ่งปันในกลุ่มเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องสุขภาพและธรรมชาติเหมือนๆ กัน ซึ่งมักจะรวมตัวกันเดือนละครั้ง เพื่อมาทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน เธอเลยเริ่มทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาแลกเปลี่ยน และแบ่งปันในหมู่เพื่อนฝูง

“การไปอยู่ในกลุ่มของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน คือ สนใจเรื่องสุขภาพและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ทำให้เรามองเห็น ‘ความต้องการของตลาด’ อย่างเพื่อนคนนี้ มีผิวแบบนี้ เขาอยากได้ผลิตภัณฑ์แบบนี้ ก็สามารถต่อยอดความคิดไปสู่ผลิตภัณฑ์ของเราในเวลาต่อมาได้” เธอบอกแต้มต่อของการมีเพื่อน

ที่มาของสบู่ธรรมชาติ Organic Space ที่ไม่ใสสี ไม่เติมกลิ่น ใช้วัตถุดิบคุณภาพจากธรรมชาติแท้ๆ อย่าง สูตรนมแพะ สูตรตำลึง เกสรทั้ง 5 ฯลฯ ผลิตภัณฑ์จากความห่วงใย ที่ปลอดภัยกับทุกสภาพผิว โดยเริ่มจาก ทำเอง ใช้เอง ในครอบครัว จากนั้นก็แบ่งปันให้เพื่อนฝูงได้ใช้บ้าง ไม่แค่แบ่งให้ ทว่ายังสอนทำให้ฟรีๆ อีกด้วย

“เราทำธุรกิจโดยเริ่มจากการให้ไปก่อน เพราะเชื่อว่า ทุกอย่าง ยิ่งให้ ยิ่งได้”

เธอบอกความเชื่อ ก่อนยกตัวอย่าง การสอนทำสบู่ โดยสอนให้ฟรีไม่ได้คิดเงิน และทำสบู่แจกจ่ายไปให้กับเพื่อนๆ โดยที่ไม่ได้หวังด้วยซ้ำว่า จะทำเป็นธุรกิจอะไรขึ้นมา จนเมื่อทุกคนเริ่มใช้ดี และมีความต้องการเกิดขึ้น จึงหยิบยื่นโอกาสให้เธอต่อยอดเป็นธุรกิจในเวลาต่อมาได้

ผลพลอยได้จากการให้ เธอว่า ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือ ความสุขเล็กๆ ที่จะเกิดขึ้นในหัวใจคนทำด้วย
การได้รู้จักกลุ่มเพื่อนหัวใจเดียวกัน ช่วยเปิดโลกใบเล็กให้กว้างขึ้น เธอเล่าว่า ได้เห็นความสนใจและธุรกิจที่หลากหลายของเพื่อนหลายคน จนเห็นว่า สามารถนำมาต่อยอดกับธุรกิจที่เธอทำอยู่ได้

เช่น มีเพื่อนที่เลี้ยงแพะ ก็ให้ส่งน้ำนมแพะมาเป็นวัตถุดิบในการทำสบู่ให้ เพื่อนคนหนึ่งปลูกถั่วเหลืองออร์แกนิค อีกคนมีวิชาทำน้ำนมถั่วเหลือง ก็เชื่อมต่อจนเกิดเป็นน้ำนมถั่วเหลืองออร์แกนิคแบรนด์ “eat me natural” ขึ้น

เพื่อนบางคนมีผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แต่ยังไม่มีช่องทางขาย เลยเห็นโอกาสที่จะทำ “Organic Space” พื้นที่ออนไลน์ที่จะให้คนทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเพื่อสุขภาพ และงานแฮนด์เมด มานำเสนอตัวเองกับเหล่านักช้อปหัวใจสีเขียว

“เราเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่เชื่อมต่อกัน โดยใช้ความรู้ที่มี บวกเครือข่ายของคนทำผลิตภัณฑ์อินทรีย์ มาช่วยกันทำให้คุณภาพชีวิตของทั้ง ตัวเรา เพื่อนๆ พี่ๆ และลูกค้า ดีขึ้น ที่สำคัญนี่จะเป็นช่องทางที่เชื่อถือได้ เพราะพวกเราต่างก็ ทำเอง ใช้เอง กันอยู่แล้ว” เธอบอกจุดแข็ง

สำหรับ พภัสสรณ์ คำว่า “ธุรกิจ” สำหรับเธอ อาจเป็นแค่ การนำพา “วิถีชีวิต” วิถีของธรรมชาติที่อยู่ในตนของเธอ ไปบริการผู้คนบนโลก ก็เท่านั้น

“เพราะการทำธุรกิจเกิดจากมองว่า ธรรมชาติดีอย่างไร เริ่มจาก ทำเอง ใช้เอง และส่งต่อให้คนอื่น จนเกิดเป็นธุรกิจขึ้น ซึ่งอยากบอกว่า ธุรกิจที่เป็นแนวทางของธรรมชาตินั้นทำได้จริง และทำได้ดีด้วย เพราะการทำอะไรที่ดีๆ คนได้รับย่อมชอบ และอยากสนับสนุนเรา เวลาเดียวกันเขายังซึมซับวิถีธรรมชาติไปในตัวเขาเองด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้”

มองถึงตลาดในวันนี้ คนทำบอกเราว่า ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคยังเติบโตสูงมาก จากการขยับเพิ่มขึ้นของเหล่าคนรักและใส่ใจสุขภาพตลอดที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เล่นในธุรกิจนี้ก็เท่าทวีขึ้นไม่แพ้กัน ทว่าหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้นั้น เธอย้ำว่า มาจากคำเดียวเลย คือ “Trust”

โดยต้องให้ผู้บริโภคเชื่อใจ และไว้ใจได้ ว่าเราเป็น “ตัวจริง” ของจริง ไม่ใช่แค่กรีน เพื่อกลยุทธ์การตลาดเท่านั้น

“คนที่จะทำธุรกิจนี้ ต้องเริ่มจากความชอบ สนใจ และมีความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ โดยต้องเรียนรู้และลงมือทำอย่างจริงจัง และต้องสื่อสารไปยังผู้บริโภคด้วย ที่สำคัญอย่าเห็นแค่ว่า เป็นเทรนด์ คนอื่นขายดี ก็อยากทำบ้าง แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจ และมีความใส่ใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมจริงๆ ถึงจะอยู่ได้ในธุรกิจนี้”

อีกหนึ่งไอเดียธุรกิจ ของคนที่ไม่ชอบโตแบบโดดเดี่ยว แต่ขอเคียงคู่ไปกับมิตรสหายหัวใจสีเขียว