ทางลัดสร้างแต้มต่อให้เอสเอ็มอีไทยเจาะตลาดจีน คือเข้าจดทะเบียนในตลาดทุน“SEE” เพื่อพีอาร์ตัวเอง ระดมทุน สร้างคู่ค้า และโอกาสไม่รู้จบในแดนมังกร
คาดกันว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้า อเมริกาจะด้อยความสำคัญลงในฐานะผู้นำโลก ขณะที่ขนาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวเป็น 22.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า มูลค่าเศรษฐกิจปัจจุบันของบราซิล ญี่ปุ่น และเยอรมนี รวมกันด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า จีนยังมีช่องว่างให้เติบโต ชนชั้นกลางและกำลังซื้อยังเพิ่มขึ้น จึงยังเป็นตลาดสำคัญที่ธุรกิจไทยไม่ควรมองข้าม
คำยืนยันจาก “เทอเรนซ์ ฮอง” กรรมการผู้จัดการ BMI Consultants, ฮ่องกง ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการนำบริษัทเขาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศจีน ระหว่างร่วมเวทีสัมมนา “เปลี่ยนแนวรับ ปรับแนวรุก : ทางลัดสู่ความสำเร็จในตลาดจีนและตลาดโลก” ซึ่งจัดโดย ไอบริก ร่วมกับ BMI Consultants และ BM Intelligence Group ที่ผ่านมา
กูรูย้ำว่า “ยังมีโอกาส” แต่สำหรับเอสเอ็มอีไทย ต่างรู้ซึ้งดีว่า บุกตลาดจีน..ไม่ง่าย ยิ่งถ้าสายป่านสั้น ไม่มั่นในตลาด ซ้ำได้พาร์ทเนอร์ไม่ดีด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งไปต่อไม่ถูก หลายรายเลย “ตกม้าตาย” ก่อนได้แจ้งเกิดในตลาดจีน
วันนี้ยังมีหนึ่งทางออกให้เลือกเดิน นั่นคือ การนำพาตัวเองเข้าจดทะเบียนบริษัทใน ตลาดซื้อขายตราสารทุนเซี่ยงไฮ้ หรือ Shanghai Equity Exchange (SEE) ตลาดทุนสำหรับเอสเอ็มอี ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดย สภามนตรีแห่งรัฐ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน และ เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีจีนและต่างชาติที่ลิสต์อยู่ใน SEE แล้วกว่า 5 พันบริษัท มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
จินตนาการถึงตลาดหุ้นทั่วไป เป้าหมายของการเข้าไปจดทะเบียนส่วนใหญ่ หนีไม่พ้นการ “ระดมทุน” แต่กับ SEE จะตอบผลลัพธ์ทั้ง การระดมทุน หาคู่ค้า และเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ตัวเองในตลาดจีน
“SEE ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การระดมทุน แต่จะเน้นผลด้าน PR & Marketing พอเท่าๆ กับการระดมทุน”
“วันวนัส มาอินทร์” ผู้แทนประจำประเทศไทยและ CLMV บริษัท BMI Consultants จำกัด ผู้บริหารหนุ่มวัย 25 ปี อธิบายความแตกต่างของตลาดทุนเพื่อเอสเอ็มอีที่ไม่เหมือนตลาดหุ้นทั่วไป
โดยจะช่วยกำจัดจุดอ่อนของการเข้าไปทำธุรกิจในจีน ที่ส่วนใหญ่มักจะมึนๆ งงๆ ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร จะโปรโมทตัวเองผ่านช่องทางไหน จะหา Business Partner ที่ดีได้อย่างไร
คำตอบของ SEE คือเป็นเครื่องมือทางการเงินและการตลาด ที่ช่วยจัดกิจกรรมให้เอสเอ็มอีได้พบปะกับคู่ค้าและนักลงทุน พร้อมสิทธิพิเศษต่างๆ ที่สนับสนุนธุรกิจพันธุ์เล็ก เรียกว่า แค่มีชื่ออยู่ใน SEE ก็สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าชาวจีนได้แล้ว
“สมมติบริษัทไทยทำธุรกิจเดียวกัน 20 บริษัท จะไปโรดโชว์ที่จีน แล้วมีหนึ่งบริษัทที่ลิสต์อยู่ใน SEE เมื่อยื่นนามบัตรออกไป ทันทีที่จะได้คือ คนจีนจะรู้สึกว่า บริษัทนี้น่าเชื่อถือ มองว่า ต้องเข้าใจธุรกิจ และตลาดจีนอยู่พอสมควร ฉะนั้นถ้าทำธุรกิจด้วยก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า นี่คือสิ่งที่คนจีนมอง และเป็นโอกาสของเอสเอ็มอีไทยใน SEE” เขาบอก
เอสเอ็มอีอยากจดทะเบียนในตลาดไทย อาจพบกับเงื่อนไขที่หนักหน่วง แต่กับ SEE เงื่อนไขที่ว่า “ผ่อนปรน” กว่ามาก
เขาอธิบายว่า การจดทะเบียนใน SEE มีสองช่องทาง คือ “Q Board” โดยเอสเอ็มอี ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมาก ไม่มีระบุว่าทุนจดทะเบียนต้องเท่าไร ทำธุรกิจมานานแค่ไหน หรือต้องกำไรติดต่อกันกี่ปี ง่ายๆ แค่มีตัวตนจริง มีที่ทำการชัดเจน ไม่เคยถูกฟ้อง ไม่ทำอะไรผิดทางกฎหมาย ก็สามารถจดทะเบียนใน Q Board ได้
ขณะที่แบบที่สองคือ “E Board” จะเข้มงวดกว่า Q Board นั่นคือ เอสเอ็มอีต้องมีสินทรัพย์สูงกว่า 25 ล้านบาท ขึ้นไป
ทั้งนี้ SEE เป็นตลาดทุนที่ไม่ได้เปิดให้ทำการซื้อขายเหมือนตลาดหุ้นทั่วไป และเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ (over-the-counter)เท่านั้น โดยปกติสิ่งที่บริษัทใน Q Board ทำ คือการทำพวก private placement, bond issuance ส่วน E Board นั้นสามารถทำการซื้อขายหุ้นในตลาดรอง (secondary market trading) ได้ แต่ต้องทำการตกลงกันก่อนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ก่อนจะผ่านโบรกเกอร์
สำหรับค่าใช้จ่ายของเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนใน Q Board อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท และใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 4 เดือน ส่วนใน E Board ใช้เงินอยู่ที่ 12-15 ล้านบาท และใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน
“ส่วนใหญ่เอสเอ็มอีที่ยังไม่แข็งแรง แต่อยากมีพันธมิตรต่างชาติโดยเฉพาะในเมืองจีน นิยมเข้า Q Board ก่อนเพราะใช้เงินเพียง 2 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายน้อยจนสามารถเรียกเป็น ค่าโฆษณาได้เลย แต่สามารถระดมทุนและหาคู่ค้าได้ด้วย”
ในช่วงเริ่มต้น SEE มีแค่เอสเอ็มอีจากจีน แต่ปัจจุบัน เอสเอ็มอีต่างชาติ ก็หันมาใช้ช่องทาง SEE บุกแดนมังกรกันมากขึ้น เขายกตัวอย่าง “บล็อง” (บริษัท Blanc Beauty จำกัด) ผู้ผลิตขนตาปลอมสัญชาติญี่ปุ่น ที่นำพาตัวเองไปลิสต์อยู่ใน Q Board โดยภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน สามารถระดมทุนไปได้แล้วถึงประมาณ 70 ล้านบาท แม้ตอนแรก จะมีแค่หนึ่งสาขาในจีนและฮ่องกง แต่ปัจจุบันสามารถขยายไปได้หลายร้อยสาขา ซึ่งเหตุผลที่ระดมทุนได้รวดเร็ว เพราะมีแผนธุรกิจที่ดี และมีความน่าเชื่อถือในการเป็นบริษัทจดทะเบียนใน SEE
“สิ่งสำคัญ ที่ Blanc อยู่มาได้ โดยรอดพ้นการ copy จากจีน คือ business model ที่แข็งแกร่ง และมีจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ที่ยากจะเลียนแบบ นับเป็นกรณีศึกษาที่ดีของการใช้ประโยชน์จาก SEE ในการเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ หาคู่ค้า และช่องทางขยายธุรกิจให้ตัวเองในตลาดจีน”
เร็วๆ นี้ จะมีเอสเอ็มอีไทยอย่างน้อย 2 บริษัท ที่ปรากฏตัวอยู่ใน SEE เขาแย้มว่า เป็นธุรกิจพลังงานทางเลือก และสปา ซึ่งมีโอกาสสูงทั้งคู่ในตลาดจีน ก่อนบอกว่า เอสเอ็มอีไทยที่อยากไปอยู่ใน SEE ควรเป็นธุรกิจที่เราได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น มีโมเดลด้านการบริการ มาผนวกกับ ความเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีคุณค่าทางวัฒนธรรม มีเอกลักษณ์ ตลอดจนนำเสนอความน่าเชื่อถือของไทยที่มีเหนือกว่าจีน เช่น กลุ่มยา อาหาร เครื่องสำอาง เฮลธ์แคร์ สปา เครื่องหอม บริการทางด้านการเงิน ไอที ธุรกิจดูแลเด็กและผู้สูงอายุ หรือธุรกิจที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง เหล่านี้เป็นต้น
แล้วเอสเอ็มอีไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร เขาว่า ขอให้มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน น่าสนใจ วางแผนมาเพื่อรองรับการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับจีน อยู่ในธุรกิจที่มีศักยภาพ มีจุดเด่น แข่งขันได้ มีมูลค่าเพิ่ม หรือ นวัตกรรม และแม้ SEE จะเป็นทางลัด ให้เอสเอ็มอีไม่ต้องไปเสียเวลาคลำทางเอง แต่ผู้ประกอบการต้องมี “ภูมิต้านทานที่ดี” พอสมควร เพราะคนจีนไม่ได้ทำธุรกิจด้วยง่ายๆ ที่สำคัญ ต้องปรับ “มายด์เซ็ต” ในการทำธุรกิจอินเตอร์
“มีบางส่วนที่คิดว่า อยากขายของในจีน แต่โฆษณาอยู่ในไทยนี่แหล่ะ ทำการตลาดนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งแบบนี้จะทำให้เราเสียโอกาสการเป็นผู้นำที่เข้าสู่ตลาดก่อน(First Mover Advantage) เพราะขณะเดียวกันรอบๆ บ้านเรา อย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งทำธุรกิจแบบเดียวกับเรา เขาก้าวไปถึงจุดนี้กันแล้ว ถ้าไทยยังอยู่นิ่ง ทำเหมือนเดิม ก็ยากที่จะไปเติบโตได้ในตลาดจีน” เขาบอก
จีนยังมีโอกาส แต่ถ้าเดินเองลำบาก ‘SEE’ ยังพร้อมเป็น ‘ทางลัด’ นำพาเอสเอ็มอีไทย ไปแจ้งเกิดและเติบโตในแดนมังกรได้
........................................
Key to success
โอกาสเจาะตลาดจีนด้วย "SEE"
๐ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่น
๐ เป็นช่องทางระดมทุน
๐ เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ตัวเองในตลาดจีน
๐ ช่วยหาพาร์ทเนอร์ ต่อยอดโอกาสธุรกิจ
๐ เงื่อนไขผ่อนปรน ค่าใช้จ่ายไม่สูง ใช้เวลาไม่นาน
๐ ธุรกิจมีศักยภาพ+แผนธุรกิจชัด มีโอกาสใน SEE





