ทอท. คาดปลายเดือน ก.ย. จะนำเครื่องตรวจสัมภาระอัตโนมัติมาใช้ที่สนามบินดอนเมืองและ ต่อสัญญาการดูแลเครื่องซีทีเอ็กซ์อีก 4 ปี
นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. เปิดเผยว่า หลังจากประกาศปรับเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยการตรวจค้นและเอกซ์เรย์กระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารทุกชิ้นที่นำเข้าไปในพื้นที่เช็กอินที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมาจนส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกในการเดินทาง จึงได้มีการปรับแผนใหม่ให้เหมาะสม แต่ยังอยู่บนพื้นฐานของมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของกรมการบินพลเรือนและสากล โดยได้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้ารวมอีก 32 คนเข้าควบคุมการปฏิบัติงานในการตรวจค้นสัมภาระของผู้โดยสาร หากพบมีการเปิดกระเป๋าที่ผ่านการเอกซเรย์และติดสติกเกอร์แล้ว มีการชำรุดจะต้องเอกซเรย์กระเป๋าใหม่ ซึ่งมาตรการนี้จะใช้ไปจนกว่าอาคารเทอมินอล 2 ที่ดอนเมืองจะแล้วเสร็จ ซึ่งวิธีการตรวจกระเป๋าสัมภาระจะผ่านเครื่องตรวจอัตโนมัติรูปแบบเดียวกับที่ใช้ในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินได้ช่วงปลายเดือนกันยายน หรือ ต้นเดือนตุลาคม นี้ ซึ่งจะรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 30 ล้านคน จากปัจจุบันอยู่ที่ 18.5 ล้านคน ส่วนผู้ใช้บริการสนามบินดอนเมืองปัจจุบันสูงถึง 22 ล้านคน
ส่วนแผนการซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น การประชุมคณะกรรมการครั้งที่ผ่านมาได้พิจารณาต่อสัญญาให้บริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านการบินของสหรัฐและดูแลรักษาเครื่องซีทีเอ็กซ์ของไทยอีก 4 ปีแต่ติดปัญหาว่าบริษัทที่ดูแลรักษาเครื่องยังไม่ได้ใบรับรอง แต่ล่าสุดวันนี้ได้ส่งใบรับรองมาตรฐานมาให้แล้วซึ่งตามสัญญาจะต้องใช้เครื่องซีทีเอ็กซ์นี้ไป อีก 4 ปีนับจากเดือนสิงหาคม 2558 ถึงสิงหาคม 2561 จึงไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อใหม่ในช่วง 4 ปี






