วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน 21 กรกฎาคม 2558

ราคาน้ำมันดิบปรับลด จากการแข็งค่าของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ และปริมาณน้ำมันที่ล้นตลาด

- ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือนเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมาในระดับที่แข็งแกร่ง จึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี และยังกดดันราคาทองแดงให้ลดลงต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐนั้น ส่งผลให้กดดันราคาน้ำมันดิบให้ต่ำลง

- โรงกลั่นน้ำมันดิบทั่วโลกได้ปรับกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น ใกล้สู่ระดับสูงสุดของอัตราการกลั่น หลังจากค่าการกลั่นได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้มีสัญญาณว่าปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดนั้นมีปริมาณมากเกินกว่าความต้องการเช่นเดียวกับปริมาณน้ำมันดิบในขณะนี้ ถึงแม้ว่าจำนวนแหล่งขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐจะปรับตัวลดลงตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีผลต่ออัตรากำลังการผลิตน้ำมันในประเทศแต่อย่างใด รวมถึงผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐปรับตัวเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มมากขึ้น การที่โรงกลั่นต่างๆ เพิ่มอัตรากำลังการผลิตในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานั้น จึงทำให้มีการคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตจะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จึงส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบปรับลดลง

- หลังจากที่อิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการจำกัดศักยภาพนิวเคลียร์ของอิหร่านกับชาติมหาอำนาจต่างๆ (P5+1) ในวันอังคารของสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วนั้น ส่งผลให้อิหร่านได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และทำให้มีการคาดกาณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำมับดิบออกสู่ตลาดในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น โดยอิหร่านได้ทำการขนส่งน้ำมันดิบที่เก็บไว้บนเรือขนส่งน้ำมันดิบไปยังสิงคโปร์เป็นลำแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีรายงานว่าอิหร่านยังคงมีน้ำมันดิบที่เก็บเอาไว้ในเรือขนส่งน้ำมันดิบทั้งสิ้นประมาณ 40-50 ล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านประมาณ 1-2 เดือน

+ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านที่ปรับลดลงในช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงตัวเลขจำนวนแหล่งขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐ ที่ประกาศในสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ามีจำนวนลดลง 7 แหล่งด้วยกัน หลังจากที่มีรายงานตัวเลขแหล่งขุดเจาะเพิ่มมากขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดูไบ เนื่องจากยังคงมีอุปสงค์อย่างต่อเนื่องจากสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามอุปสงค์จากอินโดนีเซียและตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณลดน้อยลง หลังจากสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดจากประเทศมาเลเซีย อินเดีย และกาตาร์ ทำให้ไปกดดันตลาดที่มีอุปทานสูงอยู่แล้วนั้น ส่งผลให้ค่าการกลั่นของน้ำมันดีเซลลดต่ำลงไปอีกกว่าเดิม

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

- อิหร่านและกลุ่มชาติมหาอำนาจทั้งหก (P5+1) สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์หลังจากยืดเยื้อมานานกว่า 13 ปี ได้สำเร็จ ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลต่อการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นและอาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อสภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด ทั้งนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอิหร่านจะเพิ่มอัตราการผลิตมากขึ้นราว 3 - 7 แสนบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2559 นอกเหนือจากน้ำมันดิบที่ถูกเก็บไว้ในเรือบรรทุกน้ำมัน (Floating storage) ของอิหร่านอีกราว 40 ล้านบาร์เรล

- จับตาการแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้ของกรีซ โดยล่าสุดรัฐสภากรีซได้มีมติอนุมัติร่างกฎหมายปฏิรูปเศรษฐกิจฉบับใหม่ ทั้งนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปเศรษฐกิจฉบับใหม่นี้จะทำให้กรีซได้รับความช่วยเหลือทางการเงินรอบที่ 3 ประมาณ 8.6 หมื่นล้านยูโรจากกลุ่มประเทศยูโรโซน ซึ่งจะช่วยให้กรีซรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้และไม่ต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน

- จับตาธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้หรือไม่ หลังล่าสุด ประธาน FED กล่าวชัดว่า FED มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราร้อยละ 1.8 – 2.0 ต่อปี ทั้งนี้ หาก FED ตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกดดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวลดลงได้

- ติดตามทิศทางเศรษฐกิจของจีน หลังมูลค่าในตลาดหุ้นจีนหดตัวลงมากกว่าร้อยละ 30 นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ประกอบกับเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราที่ช้าลง โดย GDP ในไตรมาสสองของปีนี้ขยายตัวเท่ากับอัตราร้อยละ 7 เท่านั้น ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปีและถือเป็นอัตราการขยายตัวที่อ่อนแอที่สุดของจีนนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2552

                                                         -----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999