ความคาดหวังต่อกำไรสุทธิไตรมาส 2/58 ที่ลดลงจากเดิม
ประเด็นการลงทุน
ถึงแม้ว่าความคาดหวังของเราต่อกำไรสุทธิไตรมาส 2/58 จะลดลงจากเดิมเนื่องจากภาพยนตร์ไทยเรื่องฉลุยที่ขาดทุนและรายได้ตั๋วหนังที่ต่ำกว่าที่เคยคาดก่อนหน้า แต่เราก็ยังเชื่อว่าแนวโน้มของกำไรสุทธิในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 จะยังคงเติบโตแข็งแกร่ง YoY จากภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำเงินจำนวน 8 เรื่อง รายได้โฆษณาในโรงภาพยนตร์ที่ยังคงเติบโตแข็งแกร่งจากรายได้ที่เหลือของสปอนเซอร์รายหลักของสาขาเอ็มควอเทียร์ ต้นทุนส่วนแบ่งรายได้ภาพยนตร์ (film hire) ที่ลดลง การควบคุมต้นทุนการดำเนินงานได้ดีขึ้น และผลการดำเนินงานของ MPIC ที่มีแนวโน้มพลิกกลับมาเป็นกำไรอีกครั้ง เรายังคงคำแนะ ซื้อ หุ้น MAJOR เนื่องจากแนวโน้มของการเติบโตของกำไรหลักที่ยังคงแข็งแกร่ง และระดับราคาหุ้น ณ ปัจจุบันที่ยังคงน่าสนใจ (อัตราส่วน PER ปี 2558 อยู่ที่ 22 เท่าเทียบกับอัตราส่วน PER ของกลุ่มที่ 29 เท่า)
รายได้บ๊อกซ์ออฟฟิซของไทย 10 อันดับแรกในไตรมาส 2/58 ลดลงเล็กน้อย YoY
เราคาดรายได้บ๊อกซ์ออฟฟิซไทย 10 อันดับแรกในไตรมาส 2/58 ที่ 1.41 พันล้านบาท ลดลง 1% YoY แต่เพิ่มขึ้น 94% QoQ การลดลงเล็กน้อย YoY เนื่องจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด 2 เรื่องที่ไม่ทำเงินได้แก่ Mad Max: Fury Road (รายได้รวมอยู่ที่ 55 ล้านบาท) และ Tomorrowland (รายได้รวมอยู่ที่ 48 ล้านบาท) และภาพยนตร์ไทย 2 เรื่องที่ไม่ทำเงินเช่นกัน ได้แก่ ป้าแฮปปี้ (รายได้รวมอยู่ที่ 19 ล้านบาท) และฉลุย (รายได้รวม 3 ล้านบาท) การเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด QoQ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์ โดยมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาทต่อเรื่องจำนวน 4 เรื่องในไตรมาส 2/58 ได้แก่ Fast & Furious 7 (รายได้รวมที่ 387 ล้านบาทและรายได้ 382 ล้านบาทในไตรมาส 2/58) Jurassic World (รายได้รวมที่ 290 ล้านบาทและรายได้ 272 ล้านบาทในไตรมาส 2/58) Avengers: Age of Ultron (รายได้รวมและรายได้ในไตรมาส 2/58 อยู่ที่ 289 ล้านบาท) และตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 6 ภาคสุดท้าย (รายได้รวมและรายได้ในไตรมาส 2/58 อยู่ที่ 117 ล้านบาท) เทียบกับภาพยนตร์จำนวน 6 เรื่องที่ทำเงินเกิน 100 ล้านบาทต่อเรื่องในไตรมาส 2/57
ส่องกล้องไตรมาส 2/58—กำไรหลักลดลง YoY
เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/58 ที่ 460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY และ 131% QoQ หากไม่รวมรายการพิเศษได้แก่ สำรองค่าใช้จ่ายเครื่องฉายโปรเจ็กเตอร์ 39 มม.จำนวน 31 ล้านบาทในไตรมาส 2/57 และกำไรจากการเทรดดิ้งหุ้น SF กำไรหลักในไตรมาสนี้มีแนวโน้มอยู่ที่ 420 ล้านบาท ลดลง 12% YoY แต่เพิ่มขึ้น 155% QoQ สาเหตุที่กำไรหลักลดลง YoY
เนื่องจากฐานรายได้ของ MPIC ที่สูงมากในไตรมาส 2/57 และการบันทึกผลขาดทุนจากภาพยนตร์ไทยเรื่องฉลุย ประมาณการกำไรหลักในครั้งนี้ถือว่าลดลงจากกำไรหลักที่เราคาดในครั้งที่แล้วที่ 492 ล้านบาทเนื่องจากผลขาดทุนจากภาพยนตร์ไทยเรื่องฉลุย และรายได้ตั๋วหนังที่ต่ำกว่าที่เราคาดก่อนหน้า เราคาดว่า MAJOR มีแนวโน้มบันทึกผลขาดทุนจากภาพยนตร์ไทยเรื่องฉลุยประมาณ 12 ล้านบาทในไตรมาส 2/58 (ผ่านสัดส่วนการถือหุ้น 93% ใน MPIC) ส่วนภาพยนตร์เรื่องป้าแฮปปี้คาดว่ามีแนวโน้มแตะจุดคุ้มทุนในไตรมาส 2/58
รายได้ตั๋วหนังและรายได้อาหารและเครื่องดื่มในไตรมาส 2/58 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 5% YoY และ 1% YoY ตามลำดับ รายได้โฆษณาในโรงภาพยนตร์ในไตรมาส 2/58 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 15% YoY จากการบันทึกรายได้สปอนเซอร์รายหลักของสาขาเอ็มควอเทียร์จำนวน 30 ล้านบาท (ที่เหลืออีก 40 ล้านบาทคาดว่าจะบันทึกในช่วงครึ่งหลังของปี 2558) รายได้โบว์ลิ่งมีแนวโน้มลดลง 3% YoY จากการปิดสาขาเพิ่มขึ้น รายได้จากพื้นที่เช่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3% YoY เนื่องจากการปรับอัตราค่าเช่าสำหรับลูกค้ารายใหม่ รายได้จากคอนเท้นต์ภาพยนตร์มีแนวโน้มลดลง 60% YoY เนื่องจากฐานรายได้ที่สูงมากในไตรมาส 2/57 (จากการรับรู้รายได้จากการขายสิทธิ์ภาพยนตร์ให้กับ MONO และรายอื่นๆ รวมกันจำนวน 139 ล้านบาทในไตรมาส 2/57)
กำไรสุทธิช่วงครึ่งหลังของปี 2558 จะยังคงเติบโตดี YoY
เนื่องจากฐานกำไรสุทธิที่ค่อนข้างต่ำมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 เราจึงคาดว่าภาพยนตร์ทำเงินจำนวน 8 เรื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 จะหนุนให้กำไรหลักของ MAJOR ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ยังคงมีแนวโน้มเติบโต 25-30% YoY ซึ่งภาพยนตร์ทำเงินในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ได้แก่ Terminator 5 (ทำรายได้รวม 105 ล้านบาท), Minions (ทำรายได้รวม 100 ล้านบาท), Ant-Man, MI-5, Fantastic Four Reboot, James Bond 24 (Spectre), Hunger Games Mocking Jay 2 และ Star Wars 7 เราคาดกำไรหลักไตรมาส 3/58 ที่ 320 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY แต่ลดลง 24% QoQ






