On the right track
ประเด็นการลงทุน
คาดกำไรหลัก 2Q15 ราว 30 ล้านบาท พลิกมีกำไร y-y ตามการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าจากโครงการปัจจุบันที่มีอยู่ในมือ 30MW และในปีนี้คาดบริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 70MW ตามที่เราประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยเรามองว่ามีโอกาสน้อยมากที่กำลังการผลิตไฟฟ้าและกำไรจะผิดคาด เพราะอีก 40MW ที่เหลือปีนี้ จะมาจากโครงการปากพนัง-1 ขายไฟฟ้าใน สค. นี้ 10MW ที่สร้างเสร็จแล้วดูภาพประกอบด้านในรายงาน ส่วนโครงการ-2 อีก 8.9MW กำลังสร้างและจะขายไฟฟ้าเดือน ธค.นี้ รวมกับโครงการโซลาร์ฟาร์มในกัมพูชา 20MW ขายไฟฟ้า 3Q15 และยังมีกำไรจากโรงไฟฟ้าเกาหลีใต้รับรู้เข้ามาเต็มที่ตั้งแต่ 3Q15 เป็นต้นไป ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ยังไม่รวมถึงโครงการใหม่ๆที่อยู่ระหว่างการเทคโอเวอร์อีก เราจึงยังคงคาดการณ์กำไรปีนี้ และคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17 บาท
คาด 2Q15 พลิกมีกำไร ...
เราคาดจะเห็นพัฒนาการที่สำคัญในผลประกอบการของ IFEC ใน 2Q15 นี้ โดยเราคาดกำไรหลักที่ 30 ล้านบาท (พลิกจากขาดทุนหลักใน 1Q15 และเติบโตจากที่แทบจะไม่มีกำไรใน 2Q14 ดูตารางด้านใน) จากการรับรู้รายได้ขายไฟฟ้าที่เพิ่มเติมจาก 1Q15 ราว 9MW (7.8MW ที่เข้ามาปลาย 1Q15 และ 1MW ในช่วงต้น 2Q15)
... คาดพัฒนาการดีต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง
เรายังคงยืนยันมุมมองว่าครึ่งปีหลังมีแนวโน้มจะเห็นการเติบโตของกำไรหลักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จากการรับรู้รายได้โครงการพลังงานลมที่ปากพนัง เฟสแรก ขนาดกำลังการผลิต 10MW (Figure 1-2 จะเห็นกังหันลมของ IFEC ที่พร้อมสำหรับการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว) และ โครงการ solar farm กำลังการผลิต 20MW ในกัมพูชา ซึ่งจะ COD ในช่วง 3Q15 นี้ และรับรู้กำไรจากโรงไฟฟ้าเกาหลีใต้เต็มที่ใน 3Q15 โดยยังไม่รวม Upside จากโครงการใหม่ๆที่อยู่ระหว่างการเทคโอเวอร์
เพิ่มกำลังการผลิตได้ตามคาด
เรามองว่ามีโอกาสสูงที่บริษัทจะสามารถทำกำไรได้ตามคาด จากประมาณการณ์ของเราที่เราคาดว่าบริษัทจะมีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 70MW ภายในปีนี้ และเพิ่มเป็น 130MW เป็นอย่างน้อยในปีหน้า โดยโครงการที่มีความพร้อมสร้างทันทีหลังได้ PPA ใหม่ ได้แก่ วินด์ฟาร์มเกาะใหญ่ 90MW และที่ร่อนพิบูลกับยะลา รวม 180MW ส่วนโซลาร์ฟาร์มกัมพูชาจะสร้างเพิ่มอีก 80MW, การซื้อโรงไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่ม ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมงานโซล่าร์ชุมชนที่อยู่ระหว่างรอประมูลอีก 800MW
ราคาหุ้นที่ 11 บาท คือ ความเสี่ยงด้านล่างสุดของมูลค่าแท้จริง
จากการศึกษา Sensitivity พบว่าราคาหุ้น 11 บาท คือภาพสะท้อนกำไร จากกำลังการผลิตเพียงแค่ที่มีอยู่ปัจจุบันนี้เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ โครงการในมือที่มีอยู่ราว 600MW โดยบริษัทฯมีความพร้อมทางการเงินที่จะสามารถขยายได้มากกว่า 200-300MW แต่เราใช้สมมติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมในการประเมินกำลังการผลิตที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นเพียง 30% ของโครงการในมือของบริษัทเท่านั้น ทั้งนี้เมื่อ 13 กค. บริษัทได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่าได้รับการคัดเลือกจากกองทัพเรือ ให้เป็นผู้เสนอร่วมโครงการพลังงานทดแทนในพื้นที่ราชพัสดุที่กองทัพเรือครอบครอง เราคาด Upside ต่อราคาหุ้นราว 4 บาท/หุ้น จากกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุก 50MW







