ต้องอยู่กับปัญหาหนี้กรีซไปอีก 1 สัปดาห์
SET View
- แนวโน้ม ผลการประชุมระหว่างกรีซและเจ้าหนี้ ไม่ได้ข้อสรุป เพราะทางเจ้าหนี้ มีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น กรีซจำเป็นต้องโอนทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจที่รอการแปรรูป มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านยูโร เป็นหลักประกัน, กรีซต้องยอมให้ตัวแทนจากฝั่งเจ้าหนี้เข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการนิติบัญญัติของกรีซในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น เพื่อแลกกับจำนวนเงินที่กรีซร้องขอ 8.6 หมื่นล้านยูโร (เพิ่มจากประมาณการเดิมที่ระดับ 5.5 หมื่นล้านยูโร) ระยะเวลาผ่อนชำระ 3 ปี จากนี้ นายกรัฐมนตรีกรีซ ต้องกลับไปขอความเห็นจากรัฐสภากรีซเพื่อให้โหวตผ่านแผนปฏิรูปฉบับล่าสุด ภายในวันที่ 15 ก.ค.นี้
เรามองว่า ปัญหาหนี้กรีซที่เรื้อรังมานาน เดินทางมาใกล้บทสรุปแล้ว การแสดงออกของเจ้าหนี้ เหมือนบีบให้กรีซ รับข้อเสนอ หรือไม่ก็ต้องออกจากยูโรโซน (Grexit) เราเชื่อว่า SET จะผันผวนมากในสัปดาห์นี้ตามกระแสข่าวเรื่องกรีซที่จะออกมาในช่วงนี้ โดยวันนี้ เรามอง SET พักตัว หลังจากเมื่อวันศุกร์ ดีดตัวขึ้นมาบนความคาดหวังต่อการแก้ปัญหากรีซ แต่ขึ้นมาติดแนวต้าน 1485 จุด (ตำแหน่งที่เปิด gap ลงเมื่อ 3-6 ก.ค.) ประเมินกรอบ SET 1475-1490 จุด
ค่าเงินยูโร อ่อนค่าเล็กน้อยจากเมื่อวันศุกร์ มาอยู่ที่ 1.1127 เหรียญฯ แต่แนวโน้มในระยะสั้น ยังเป็นการฟื้นตัว แข็งค่าขึ้น 0.65% จากสัปดาห์ก่อน สะท้อนว่า ความกังวลต่อปัญหาหนี้กรีซไม่รุนแรงนัก
EGATIF เริ่มซื้อขายวันแรกในวันนี้ ราคา IPO 10 บาท ราคาพาร์ 10 บาท
- กลยุทธ์การลงทุน : นักลงทุนระยะสั้น แนะนำเก็งกำไรภายในวัน, นักลงทุนระยะกลาง ยังแนะนำให้รอซื้อบริเวณ 1450-1460 จุด
Top Daily Pick : SCN (มูลค่าเหมาะสม 16 บาท) หลุดบัญชี Cash balance วันนี้, KCE (มูลค่าเหมาะสม 53.50 บาท) เงินบาทที่อ่อนค่าทุกๆ 1 บาท ช่วยเพิ่มรายได้ให้ KCE ได้ราว 3% โดยเช้านี้ เงินบาทอ่อนค่าอีกเล็กน้อย มาอยู่ที่ 34 บาท/เหรียญฯ
Technical Pick : FER AQUA TNDT BTC MCS (โปรดอ่านบทวิเคราะห์ Technical เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน)
Theme Plays : การประมูล 4G เริ่มนับหนึ่งในเดือนนี้ (ADVANC, INTUCH)/ หุ้นอสังหาฯที่ซื้อขายด้วย P/E ratio ค่อนข้างต่ำ (SPALI, QH) / หุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า (KCE, SVI, SAPPE)
Strategy Talk
- คาดวิกฤติตลาดหุ้นจีนมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงจำกัด
ฝ่ายวิจัย Bank of America Merrill Lynch (BoAML) ประเมินเหตุการณ์ตลาดหุ้นจีนปรับฐานแรงกว่า 30% ในเวลาเพียง 1 เดือน มีผลกระทบจำกัดต่อภาคเศรษฐกิจจริง จากการพิจารณาในหลายด้าน ดังนี้
GDP
ภาคการเงินมีส่วนขับเคลื่อน GDP growth ของจีน ราว 1.3% จากการเติบโต 7% ใน 1Q58 นับว่าสูงขึ้นกว่า ในช่วง 1Q56-4Q57 ต่อ GDP จีนราว 0.8% ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนหลักน่าจะมาจากมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นที่เติบโตก้าวกระโดด ขณะที่กิจกรรมด้านประกัน, เงินฝาก, เงินกู้ยืม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้น BoAML คาดว่า หากการปรับฐานของดัชนีหุ้นทำให้มูลค่าการซื้อขายลดลงไปอยู่ในระดับก่อนตลาดหุ้นเฟื่องฟู น่าจะมีผลต่อ GDP ราว 0.5%
ผู้บริโภค
1) มีนักลงทุนราว 90 ล้านคนหรือคิดเป็นเพียง 7% ของประชาชนจีน เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และมีเพียง 51 ล้านคนที่ยังคงมีสถานะถือครองอยู่หุ้นจีนอยู่
2) หุ้นคิดเป็นเพียง 18% ของทรัพย์สินของครัวเรือน (ส่วนใหญ่กว่า 46% เป็นเงินฝาก)
3) ในเชิงจิตวิทยา การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนเกิดขึ้นในเวลารวดเร็วมากเพียง 1 เดือน ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย
การระดมทุนขององค์กร
บริษัทเอกชนในจีน พึ่งพาเงินกู้เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 77% ของการจัดหาเงินทุนทั้งหมด ขณะที่การระดมทุนด้วยหุ้น (Equity financing) คิดเป็นเพียง 4% เท่านั้น ดังนั้น การปรับฐานของตลาดหุ้นจีน ไม่ได้มีผลกระทบเชิงลบต่อสภาพคล่องของบริษัทมากนัก
บัญชีมาร์จิ้น
การปล่อยมาร์จิ้นของโบรคเกอร์ในจีน รวมกันมีมูลค่า 1.46 ล้านล้านหยวน (2.35 แสนล้านเหรียญฯ) ลดลงจากระดับสูงสุด 2.27 ล้านล้านหยวนในช่วงกลางเดือน มิ.ย. หากรวมกับเงินกู้ในรูปแบบอื่นๆแล้ว BoAML คาดว่า มีความเสี่ยงที่ธนาคารเข้าไปเกี่ยวข้องราว 2 ล้านล้านหยวน ถือว่า ค่อนข้างน้อยเมื่อ เทียบกับสินทรัพย์ของธนาคารในระบบรวมกันสูงถึง 180 ล้านล้านหยวน






