วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

KTB -ซื้อ

ราคารับรู้ข่าวร้ายไปบ้างแล้ว

สถานการณ์ล่าสุดของธนาคารกรุงไทย หรือ KTB นั้น ปรากฎว่า NPL ยังเพิ่มขึ้นแต่อยู่ในอัตราที่ชะลอตัวลง และคาดการณ์การตั้งสำรองหนี้สูญจะสูงต่อเนื่องตั้งแต่ใน 2Q15 เป็นต้นไปจนถึงปลายปี 

แม้กระนั้นเราประเมินว่าราคาซื้อขายล่าสุดลงมาต่ำกว่า Book Value แม้ในกรณีที่เราคาดการณ์แย่ที่สุดโดยอิง Credit cost ที่ 1.5% หรือ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้ Book value อยู่ที่ 17.60 บาท แล้ว ขณะที่เราคาดการณ์ Dividend Yield สูงราว 5% ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมปรับลดลงมาอยู่ที่ 20 บาท

NPL ยังเพิ่มขึ้นแต่ในอัตราที่ลดลงจากไตรมาส 1 : การประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันอังคาร ผู้บริหารฝ่าย IR ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับคุณภาพหนี้ได้ชัดเจนนัก แต่หากอิงกับคำสัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูง แนวโน้ม NPL ยังเพิ่มขึ้น แต่เป็นอัตราที่ชะลอตัวอยู่ที่ราว 1 พันล้านบาทต่อเดือน ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นใน 1Q15 ที่เพิ่มราว 3 พันล้านบาทต่อเดือน
ซึ่งทำให้สามารถประเมินได้ว่า NPL ในไตรมาสนี้น่าจะ +5%Q-Q เทียบ +18%Q-Q ในไตรมาสก่อน และ NPL Ratio จะขึ้นมาอยู่ที่ > 3% ของสินเชื่อรวม จาก 2.8% ในไตรมาสก่อน ทั้งนี้ NPL ที่เพิ่มส่วนใหญ่ยังมาจากกลุ่ม SME และสินเชื่อรายย่อย (ยังไม่ลุกลามไปสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจรายใหญ่)

คาดการณ์กำไรปี 2Q15 หดตัว 17%Q-Q และ 14%Y-Y : คาดการณ์สินเชื่อ 2Q15 +1.5%Q-Q และราว 1.8%YTD (5M15 +1.37%YTD) ส่วนใหญ่ของการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อในไตรมาสนี้มาจากสินเชื่อรายย่อย (ที่อยู่อาศัย) และ SME ซึ่งเติบโตต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี แต่เนื่องจากยังคงมีการจ่ายชำระคืนหนี้ก้อนใหญ่จากภาครัฐ ทำให้สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

KTB ยังคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีที่ 5-6% (1.5 เท่าของ GDP) โดยเน้นการขยายสินเชื่อ SME (รายกลาง) เป็นหลัก เราคาดว่าค่าเผื่อสำรองหนี้สูญในไตรมาส 2Q15 จะอยู่ที่ 6.7 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 81%Q-Q และ 24%Y-Y และคิดเป็น Credit cost ที่ราว 1.36% ซึ่งมากกว่าระดับปกติที่ 0.7-0.8% โดยแบ่งเป็น
1. General Reserve 2.1 พันล้านบาท 2. Extra reserve 3.6 พันล้านบาท และ 3. ค่าเผื่อสำรองหนี้สูญในส่วนของ KTC อีกราว 1-1.2 พันล้านบาท เราคาดว่า KTB จะมีกำไรสุทธิลดลง 17%Q-Q และ 14%Y-Y มาอยู่ที่ราว 6.5 พันล้านบาท โดยอิงสมมติฐาน NIM ที่ 2.83% (VS 2.87% ในไตรมาสก่อน) และ Cost to income ratio ที่ 45% จาก 48.7% ในไตรมาสก่อนเนื่องจากการลดลงของโบนัสพนักงาน

ปรับลดประมาณการกำไรทั้งปีลง และปรับลดราคาเหมาะสมลงเป็น 20 บาท : ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2015 ลง 7.6% เป็น 3.1 หมื่นล้านบาท -6.7%Y-Y โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับลดรายได้ดอกเบี้ยและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลงจาก 2.9% เป็น 2.8% เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและสินเชื่อด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้น ปรับลดราคาเหมาะสมลงเป็น 20 บาท (จากเดิม 23 บาท) อิง PBV 1.1 เท่า (Ke12.78% ROE13%)

ในกรณีแย่ที่สุด เราคาดว่า Credit cost จะอยู่ที่ 1.5% หรือ 3 หมื่นลบ. จะมีผลต่อกำไรสุทธิอีกราว 25% และ Book value 0.60 บาทเป็น 17.60 บาท ราคาล่าสุดจึงน่าจะตอบรับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะที่เราคาดการณ์ Dividend Yield สูงราว 5% ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ ซื้อ