"ผู้ประกอบการแอลพีจี" วอนรัฐเลื่อนปรับขึ้นภาษีในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ด้านกรมสรรพสามิตเล็งพร้อมจัดเก็บจากหัวจ่ายจากปั๊ม
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย เกี่ยวกับแนวทางปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตแอลพีจีภาคขนส่ง โดยยืนยันว่าต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่ระยะเวลาปรับเพิ่ม ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล จึงต้องรับฟังความเห็นจากหลายฝ่ายเพื่อนำมาประเมินในภาพรวม โดยกรมสรรพสามิตเตรียมพร้อมระบบในการจัดเก็บภาษี
ทั้งนี้ ปัจจุบันจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแอลพีจี 1.20 บาทต่อลิตร เป็นเงินภาษีประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี หากปรับเพิ่ม 1 บาทต่อลิตร จะมีรายได้เข้ารัฐประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแอลพีจี เมื่อต้องการแยกแอลพีจีและภาคครัวเรือนออกจากภาคขนส่ง จากเดิมจัดเก็บหน้าโรงกลั่น ต้องหันมาจัดเก็บตามหัวจ่ายหน้าสถานีบริการก๊าซ โดยต้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้สถานีบริการแก๊สแอลพีจีเป็นผู้จัดเก็บภาษีนำส่งให้กับรัฐบาล
นายสุรศักดิ์ นิตติวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทยเสนอให้รัฐบาลทบทวนแนวคิดการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต 2-3 บาทต่อลิตร เนื่องจากยังมีประชาชนผู้ใช้แอลพีจีกว่า 1.3 ล้านคน เอกชนได้ลงทุนศูนย์บริการกว่า 1,000 แห่ง และสถานีบริการแอลพีจีกว่า 2,000 แห่ง อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวจึงขอให้ขยายเวลาแนวนโยบายดังกล่าวออกไปก่อน เพราะอาจกระทบแรงงานในธุรกิจดังกล่าวเป็นจำนวนมากหลายหมื่นคน เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับผู้ใช้พลังงานสะอาด เนื่องจากนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนดให้การจัดเก็บภาษีและนำเงินเข้ากองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิง สอดคล้องกับหลักสากล หากปล่อยมลพิษมากต้องเสียภาษีมากกว่าเชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษน้อยกว่า ในหลายประเทศทั่วโลก จึงเก็บภาษีแอลพีจีต่ำกว่าเบนซินและดีเซล เช่น เยอรมัน จัดเก็บภาษีน้ำมัน 0.82 ดอลลาร์ จัดเก็บแอลพีจี 0.09 ดอลาร์สหรัฐ สเปน จัดเก็บภาษีจากน้ำมัน 0.62 จัดเก็บแอลพีจี 0.04 ญี่ปุ่นจัดเก็บภาษีน้ำมัน 0.53 ดอลลาร์สหรัฐ จัดเก็บจากแอลพีจี 0.31 ขณะที่ ฟินแลนด์ ไม่จัดเก็บภาษีแอลพีจี
รวมทั้งเมื่อประเมินจากการจัดเก็บจากฐานค่าความร้อน การเผาไหม้เชื้อเพลิง เพราะการเผาไหม้ย่อมเกิดมลพิษ เพราะรัฐบาลได้สนับสนุนการลดภาวะด้วยการใช้เชื้อเพลิงมลพิษต่ำ เพื่อเป็นหลักในการคำนวณภาษีสรรพสามิต เมื่อน้ำมัน E85 มีค่าความร้อนเท่ากับ LPG ประมาณ 81,000-84,000 บีทียูต่อแกลลอน จึงควรจัดเก็บภาษีในระดับเดียวกัน และก๊าซ LPG ยังมีค่าออกเทนสูงสุดถึง 110 ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ เมื่อเทียบกับการเผาไหม้ของเบนซินและดีเซล จึงวิงวอนรัฐบาลใช้หลักสากลในการพิจารณาจัดเก็บภาษี เพราะอาจกระทบประชาชนหลายภาคส่วนได้รับความเดือดร้อน






