ศตวรรษที่2 'หมอมี' พร้อมบุกตลาด AEC

ศตวรรษที่2 'หมอมี' พร้อมบุกตลาด AEC

"พูนพิพัฒน์ เกษมสุวรรณ" เผยศตวรรษที่2 "หมอมี" พร้อมบุกตลาด AEC

คนรุ่นใหม่อาจจะคุ้นชื่อ “หมอมี” เพราะเป็นยาที่รุ่นปู่ย่าตายายเคยใช้และบอกต่อจากรุ่นลูกสู่รุ่นหลาน แต่อาจไม่แน่ใจว่า หมอมี มีที่มาอย่างไร กิจการร้านยา ใครเป็นผู้ดูแลและสืบทอดดำเนินการผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาดังคู่สังคมไทย อย่าง น้ำยาอุทัยหมอมี, ยานัตถุ์หมอมี, ยาตรีนิสิงเห และปัถวี มากกว่าร้อยปีก็ว่าได้


“หมอมี” เริ่มจาก นายมี เกษมสุวรรณ เข้ารับราชการเป็น “ผู้ปรุงยา” ในหน่วยงานชื่อ “กองโอสถศาลา” ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนมีความชำนาญการปรุงยาสมุนไพรไทยและมีความรอบรู้ในคุณสมบัติของสารเคมีต่าง ๆ จนกระทั่งปี 2441 จึงลาออกจากราชการออกมาเปิดร้านชื่อห้างขายยา “บุญมี ดิสเพนซารี” เริ่มผลิตและจำหน่าย “ยานัตถุ์หมอมี” ซึ่งต่อมาลูกหลานได้จัดตั้งบริษัท หมอมี จำกัด เพื่อจัดจำหน่ายยานัตถุ์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ มาจนถึงปัจจุบัน


จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ “หมอมี” อยู่คู่สังคมไทยก็รวม 100 ปีกว่าแล้ว จากรุ่นบุกเบิกสู่รุ่นสืบทอด โดย นางศศิธร นิธากร ประธานกรรมการคนปัจจุบัน และ นายพูนพิพัฒน์ เกษมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หมอมี จำกัด คนปัจจุบัน เผยว่า “คุณปู่ไม่ใช่หมอโดยตรง เป็นเภสัชกร แต่ชาวบ้านในสมัยก่อนจะเรียกผู้ผลิตยาขายยาว่า หมอ จึงได้สรรพนามว่า “หมอมี” คุณปู่มีความรู้เรื่องการปรุงยาสมุนไพร สูตรยานัตถุ์นี่ ไม่มีประวัติบันทึกไว้ว่าท่านได้มาจากไหน อีกอย่างที่คุณปู่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีมาก นี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ท่านเรียนรู้เรื่องการปรุงยาได้หลากหลาย เพราะอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ดี “

พูนพิพัฒน์ เปิดเผยด้วยความที่ “นายมี” เป็นคนมีวิชั่น หรือมองการณ์ไกล ท่านยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในรุ่นแรกๆของประเทศไทย ส่วนยาอุทัยของเราไม่ได้ทุ่มงบโฆษณา เราอาศัยสรรพคุณจากสมุนไพรทำให้มีคุณภาพที่ดี มีโฆษณาบ้าง แต่ไม่ได้มากมายอะไร คุณลองคิดดู ค่าโฆษณาทุกวันนี้บนจอฟรีทีวีวินาทีละเป็นแสนๆ เราอยู่มาได้ด้วยความเอื้ออาทรจากประชาชนที่ชอบกลิ่นหอมจากสมุนไพรธรรมชาติซึ่งเมื่อดื่มแล้วแก้ร้อนในกระหายน้ำให้ความสดชื่นอย่างธรรมชาติให้การอุดหนุนเรา” ผู้จัดการ บริษัท หมอมีฯ กล่าว 

สำหรับผลิตภัณฑ์ของหมอมี ไม่ใช่แค่น้ำยาอุทัยหมอมี หรือยานัตถุ์หมอมี แต่ยังมียาตรีนิสิงเหหมอมี ซึ่งเก่าแก่ไม่แพ้กัน และแม้จะเป็นบริษัทเก่าแก่ แต่ไม่เคยหยุดยั้งการพัฒนาให้เป็นไปตามการค้าของโลกสมัยใหม่ ตัวยาสมุนไพรบางตัวที่อาจจะหมดไป หรือหายากมากขึ้น ก็ปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยและคุณภาพคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดอายุของยา ส่วนด้านสถานที่การผลิต ก็มีโรงงานใหม่ที่ทันสมัยถูกต้องตามหลัก GMP ของกระทรวงสาธรณสุข เพิ่งสร้างเสร็จอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


“สิ่งที่เราคำนึงหรืออาจจะถือได้ว่าเป็นหัวใจปรัชญาของบริษัท หมอมี คือการใส่ใจและซื่อตรงต่อผู้บริโภค เราจะไม่ใช่พ่อค้าประเภทตีหัวแล้ววิ่งหนีเข้าบ้าน เราคำนึงถึงผู้บริโภคตลอดเวลา แต่สูตรก็ต้องเป็นสูตรเดิม เราเปลี่ยนไม่ได้ ตัวสมุนไพรที่ทางซัพพลายเออร์ส่งให้เรา ก็ยังคงต้องมีคุณภาพเหมือนเดิม ขณะเดียวกันเราก็พยายามเอ็ดดูเคทให้คนรุ่นใหม่รู้ว่า นี่คือตำรับยาแผนโบราณที่มีคุณค่า คือเราไม่ทิ้งคนทุกรุ่น แม้ว่าการอธิบายให้คนตั้งเจ็ดสิบล้านคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะโลกมันเปลี่ยนไปเร็ว แต่จุดยืนก็คือจุดยืนที่มั่นคง..” ทายาทหมอมีรุ่นที่สาม กล่าวยืนยัน


ผลิตภัณฑ์ของหมอมี ไม่เพียงทรงคุณค่าทางภูมิปัญญาคู่ควรสังคมไทยมากกว่าร้อยปี แต่ยังได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยาหรือ อย. ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของสมุนไพร และตัวยาที่นำมาผสม


“..เชื่อมั้ยว่า เราเพิ่งได้รับการรับรองจาก อย. ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยาจากสมุนไพร (GMP) เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เป็นการตรวจที่เข้มงวดมากนั่นก็เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากผู้ผลิต ก็ดีครับ เพราะมันทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและเป็นการเอาใจใส่ต่อผู้บริโภคและอย่าลืมว่ายาสมุนไพรไทยก็มีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติพิเศษ เราผ่านการกลั่นกรองจากบุคลากรที่เชี่ยวชาญของเราในระดับหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้มงวดจาก อย.ก็การันตีให้เรามีคุณภาพผู้บริโภคก็จะมีความเชื่อมั่นต่อบริษัทมากขึ้น "

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ AEC แล้ว หมอมีจะมีผลกระทบอะไรหรือมีแนวทางในการปรับตัวอย่างไรหรือไม่


“ปัญหาตอนนี้อยู่ที่รัฐบาลแล้วครับ ไม่ใช่อยู่ที่เรา คือจนป่านนี้เราไม่ทราบว่าจะต้องผ่านมาตรฐาน GMP สากลในการเข้าร่วมกับเออีซี ทุกคนต้องมีมาตรฐานร่วมกัน เพราะมันมีหลายประเทศเข้ามาร่วม แม้เราจะได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข แต่ ลาว พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลย์เซีย หรืออีกหลายประเทศจะ “ยอมรับร่วม” เป็นกฎกติกาสากลหรือไม่ มันจะต้องมี “จีเอ็มพีกลาง” คือมาตรฐานกลางในฐานะเป็นการค้าฟรีเทรดที่จำหน่ายทั่วถึงกันหมด ซึ่งรัฐบาลยังไม่เห็นขยับไปถึงไหน เป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรละเลย เป็นงานหนักของรัฐบาลและเราต้องมี GMP ร่วม (ที่รับรองมาตรฐานจากประเทศสมาชิก AEC) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะยาแผนโบราณมีผลิตกันหลากหลายประเทศในอาเซียน “แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลพร้อม หมอมีก็พร้อม ไม่มีปัญหา เราขยับตามแน่นอน สิ่งหนึ่งที่เราหวังไว้ก็คือการขยายตัวของตลาดเออีซีนี่แหละ ถึงเวลานั้นเราต้องทำตลาดต่างประเทศแน่นอน นั่นก็หมายความว่า เราจะต้องมีมาตรฐานร่วมกันอย่างที่เรียนให้ทราบ..” พูนพิพัฒน์ อธิบาย


สำหรับกลุ่มเป้าหมายของหมอมีที่เป็นชาวบ้านทั่วไป ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน อาจมีผลกระทบ ซึ่ง ผจก.หมอมี มองว่าจะมีตลาดต่างประเทศอย่าง พม่า ลาว มาซื้อกันโดยตรง แต่หวังว่ารัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ในอนาคต ยอดขายลดลงบ้าง แต่ส่วนใหญ่คนที่เขาเป็นลูกค้าประจำก็ยังคงสม่ำเสมอ แต่ลูกค้าใหม่ไม่ขยายตัวมากนัก จึงคิดว่า สินค้าในระดับล่างๆก็คงได้รับผลกระทบด้วยกันหมด เพราะเศรษฐกิจของไทยต้องโตมาจากฐานล่าง ไม่ใช่ฐานบน เราโตมาจากรากหญ้า ถ้าเราไม่มีรากหญ้า เราก็ไม่มีตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ หวังว่ารัฐบาลท่านคงเข้าใจ


ส่วนยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของหมอมีตัวไหนเป็นอย่างไรนั้น “ผจก.พูนพิพัฒน์” บอกว่ายานัดถุ์หมอมีที่ขายดีรองลงมาคือยาตรีนิสิงเหและยาอุทัย ซึ่งลูกค้าค่อนข้างเป็นเอกเทศ คือถ้ารู้จักยาอุทัยหมอมี อาจไม่รู้จักยานัตถุ์หมอมี เพราะลูกค้าคนละกลุ่มกัน เช่นเดียวกับคนรู้จักยาตรีนิสิงเห ก็อาจไม่รู้จักยาอีกสองขนาน เพราะสรรพคุณก็ใช้แตกต่างกัน


โฆษณาจำเป็นมั๊ยกับยาที่มีอายุร้อยกว่าปี จำเป็นครับ อย่างที่เรียนในเบื้องต้น ยุคนี้โฆษณาต้องใช้เงินมหาศาล เราคิดว่าเราโชคดีที่เราเป็นตำนานมาก่อน เราไม่รีบร้อนที่จะใช้เงินเพื่อแซงหน้าคู่แข่ง แต่ก็นั่นแหละ สินค้าอะไรก็ตาม ที่มีกำลังเงินพอและปรากฏอยู่หน้าจอทีวีก็ย่อมมีส่วนได้เปรียบ ของเราดูจังหวะความเหมาะสม เหตุผล ความคุ้มค่า”


นี่เอง..ที่เขาเรียกว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ทำให้เชื่อว่า “หมอมี” ก้าวสู่ศตวรรษที่2อย่างมั่นคงและเติบโต