“เงินบาทอ่อนค่า ขณะที่ ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อนักลงทุนสถาบันในประเทศ”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทปรับตัวในกรอบที่อ่อนค่ากว่าระดับ 33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด ขณะที่ ธปท. ได้ออกมาชี้แจงว่า กนง. จะให้ความสำคัญมากขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนในการเป็นช่องทางส่งผ่านนโยบายการเงิน อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ มาใกล้ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ รับสัญญาณเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของรมว.คลัง ก่อนจะลดช่วงบวกลงอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ตามสถานะขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ
- สำหรับในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 33.73 เทียบกับระดับ 33.63 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (29 พ.ค.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (8-12 มิ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.60-33.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยตลาดน่าจะจับสัญญาณความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ผันผวนของกรีซอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ อาจประเมินสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เพิ่มเติมจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต และงบประมาณของรัฐบาลกลางเดือนพ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงต้นเดือนมิ.ย. นอกจากนี้ นักลงทุนอาจมีจุดสนใจเพิ่มเติมที่ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพ.ค. ของจีน ผลการประชุมนโยบายการเงินของกนง. และสัญญาณที่สะท้อนมุมมองของกนง. ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงกลางสัปดาห์
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยปิดที่ระดับ 1,507.37 จุด เพิ่มขึ้น 0.76% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 17.77% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 37,861.56 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 658.05 จุด เพิ่มขึ้น 0.29% จากสัปดาห์ก่อน
- ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในวันอังคาร จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ก่อนที่จะฟื้นขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ หลังรมว.คลัง ให้ความเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก อันเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากแรงซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันในประเทศ
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (8-12 มิ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวต้านที่ 1,519 และ 1,530-1,536 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,498 และ 1,490 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย รวมทั้ง การเจรจาระหว่างกรีซและเจ้าหนี้ สำหรับการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต และความเชื่อมั่นผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการรายงานข้อมูลภาคการผลิตของจีนและยูโรโซน
----------------------------------------------
ที่มา...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย






