วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

PTTGC - ถือ

กำไรไตรมาส1/58เป็นไปตามที่คาด;ไตรมาส2/58 น่าจะถูกกดดันจากโลว์ซีซั่น

PTTGC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/58 ที่ 631 ล้านบาท ลดลง 11% YoY แต่พลิกกลับจากขาดทุนสุทธิในไตรมาส 4/57 หากไม่นับรวมขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน, จากธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและการกลับรายการ NRV จำนวน 1.3พันล้านบาท, กำไรจากตราสารอนุพันธ์ 95 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 243 ล้านบาท กำไรหลักในไตรมาส 1/58 จะเท่ากับ 6,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%YoY แต่ลดลง5% QoQ ผลประกอบการไตรมาส 1/58 เป็นไปตามที่เราและตลาดคาดการณ์

ประเด็นหลักจากผลประกอบการณ์

ปัจจัยสำคัญที่หนุนการเติบโตของกำไรหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าได้แก่ 1) ปริมาณขายโอเลฟินส์ที่เพิ่มขึ้นมาก (จากปริมาณอีเทนจาก PTT ที่เพิ่มขึ้น), 2) ส่วนต่างราคาของโอเลฟินส์ที่สูงขึ้น (เมื่อเทียบกับแนฟทา), 3) ค่าการกลั่นตลาดที่สูงขึ้น และ 4) ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่สูงขึ้น (จากส่วนลดต้นทุนวัตุดิบที่สูงขึ้นและต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง,ดูรูปภาพที่2) ทั้งนี้การลดลงของกำไรหลักเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากการอ่อนตัวลงของส่วนต่างราคา net-back เนื่องจากราคาโพลีเอธิลีนปรับตัวลดลง QoQ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันดิบ อัตราส่วนกำไรก่อนภาษีและค่าเสื่อมราคาของธุรกิจโอเลฟินส์ลดลง 19%จาก 24% ในไตรมาส 1/57 และ 25% ในไตรมาส 4/57

แนวโน้ม

เราคาดว่ากำไรหลักของ PTTGC ในไตรมาส 2/58 จะอ่อนตัวลง QoQ เนื่องจากปริมาณขายโอเลฟินส์ที่ต่ำลง(จากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน I4-1), ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลง (โลว์ซีซั่น) และการหดตัวของค่าการกลั่นตลาด (โลว์ซีซั่น) ส่วนต่างราคา HDPE กลับมาสูงขึ้นหลังตรุษจีนจากการฤดูกาลปิดซ่อมบำรุง ส่วนต่างราคาน่าจะลดลงอีกในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส 2/58 เมื่อโรงงานกลับมาเปิดดำเนินการแต่เราคาดว่าไม่น่าจะหดตัวแรงเนื่องจากภาวะอุปสงค์-อุปทานที่ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้การลดลงของอุปทานส่วนเกินในตลาดจากการปิดซ่อมบำรุงนอกแผนน่าจะช่วยให้ส่วนต่างราคาของPXในระยะสั้นสูงขึ้น ทั้งนี้เราคาดว่ากำไรหลักของ PTTGC ในไตรมาส 2/58 จะสูงขึ้น YoY จากปริมาณขายโอเลฟินส์ที่สูงขึ้น, ส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่มากขึ้น, ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์และค่าการกลั่นตลาดที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

กำไรหลักของบริษัทในสามเดือนแรกคิดเป็น 25% ของประมาณการกำไรปี 2558 ของเราที่ 26,780 ล้านบาท ซึ่งเรายังคงประมาณการไว้ตามเดิม อย่างไรก็ตามส่วนต่างราคา HDPE ที่อาจสูงเกินกว่าที่เราคาด อาจส่งผลให้มีอัพไซด์ต่อการประมาณการณ์

ส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทาเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 764 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2557 ที่ 682 เหรียญสหรัฐต่อตันอยู่ 9% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีย้อนหลังที่ 549 เหรียญสหรัฐต่อตันอยู่ 35%

คำแนะนำ

แม้ว่าเราจะมีมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีมากขึ้น จากอุปทานที่ค่อนข้างตึงตัว ซึ่งส่งผลให้ส่วนต่างของราคาปิโตรเคมีสูงกว่าที่คาด(โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอเลฟินส์) แต่เราคิดว่าราคาหุ้นได้สะท้อนประเด็นดังกล่าวไปแล้วบางส่วน ดังนั้นเราแนะนำให้รอโอกาสในการสะสมหุ้นเมื่อส่วนต่างราคาปิโตรเคมีอ่อนตัวลงหลังสิ้นสุดฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงโรงงานโอเลฟินส์และกำลังการผลิตใหม่ของพาราไซลีนเริ่มดำเนินงานในช่วงปลายไตรมาส 2/58