วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SMT - Under review

เปลี่ยนแปลงเพื่อฟื้นตัว แต่ยังไม่น่าสนใจในระยะสั้น

ประเด็น

- เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 พ.ค.) เราได้เข้าประชุมกับบริษัท SMT พบกับ CEO คนใหม่ (เข้ามารับตำแหน่งใน 3Q57) กล่าวถึงวิสัยทัศน์และทิศทางใหม่ของธุรกิจ เราขอสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมดังนี้

• ผู้บริหารใหม่จะให้ความสำคัญกับ 1) จะหันมาผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง (Value added product) ซึ่งจะมีอัตรากำไรสูง 2)การปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด

• ปัจจุบันผู้บริหารเผยว่าสามารถหาลูกค้ารายใหญ่มาใหม่จำนวน 8 รายมาผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มกับ SMT (ใช้เครื่องจักรร่วมกับธุรกิจเดิมได้ จึงมีต้นทุนส่วนเพิ่มน้อย) โดยคาดว่าจะสามารถรับคำสั่งการผลิตเชิงพาณิชย์บางส่วนใน 3Q58 และส่วนใหญ่ใน 4Q58 กรณีทำได้สำเร็จผู้บริหารคาดจะทำให้ยอดขายทั้งปี 58 เติบโตสูงถึง 30% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นจะพลิกจากขาดทุนมาอยู่ระดับ 10%

ผลกระทบ / ความเห็น

- ปรับแผนการผลิตใหม่มาเน้นคุณภาพ ในเชิงเทคนิคของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ SMT ถือว่าจะขยับจากผู้ผลิตเน้นปริมาณ (High Volume Low Mix) มาเน้นเชิงคุณภาพ (Low Volume High Mix) คล้ายกับแนวทางธุรกิจ (Business model) ของ SVI ที่เน้นผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีความซับซ้อนสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งในมุมมองเรา ผู้ผลิตแบบ Low Volume เหมาะกับ SMT มากกว่า เพราะผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกมักจะยึดธุรกิจ High Volume Low Mix ทำให้รายเล็กแข่งขันได้ยาก

- ราคาหุ้นตอบรับปัจจัยบวกของผลประกอบการแล้ว เรามีมุมมองเชิงระมัดระวัง หลังราคาหุ้น SMT ได้ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 50% ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา มองว่าตลาดคาดหวังโอกาสที่ผลประกอบการจะพลิกกลับเป็นกำไรตั้งแต่ 1Q58 นี้ (หลังเริ่มขาดทุนลดลงตั้งแต่การเข้ามาของผู้บริหารใหม่) ขณะที่ประเมินว่าปัจจัยสำคัญที่จะพลิกฟื้นธุรกิจอย่างมีนัยจะมาจากลูกค้าใหม่ซึ่งจะรับรู้รายได้ได้อย่างเร็วที่สุดต้องเป็นช่วงปลายปีของปีนี้ แล้วเรายังมองว่ามีความเสี่ยงเนื่องจากธุรกิจผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม SMT จะมีประสบการณ์น้อย มองว่าจะต้องพยายามอย่างมากที่จะเรียกความมั่นใจของลูกค้าให้ส่งออเดอร์ปริมาณมาก กรณียังไม่ประสบความสำเร็จกับลูกค้าใหม่ในปีนี้ เราคาดว่าลำพังธุรกิจเดิมจะฟื้นดีขึ้นจากการประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ซึ่งจากการสอบถามปัจจุบัน SMT ยังผลิตแค่ราว 70% ของกำลังการผลิตเท่านั้น (แค่ราวจุดคุ้มทุนของบริษัท) แถมยังมีเสี่ยงที่จะพลิกเป็นขาดทุนอีกจากการที่ธุรกิจเดิมพึ่งพาลูกค้าน้อยรายและมีความผันผวนมาก