เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 5 ปีใกล้ระดับ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ
และดัชนี SET ร่วงลงปิดต่ำกว่า 1,500 จุดในวันพฤหัสบดี แต่ฟื้นตัวได้ช่วงท้ายสัปดาห์”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 5 ปีใกล้ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทยังเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่อง หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการประกาศมาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกของธปท. ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติก็กลับมามีสถานะขายสุทธิพันธบัตรไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังได้รับแรงซื้อคืนเพื่อปรับโพสิชั่นก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงติดลบลงบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งมีแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่า จีนอาจดำเนินมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม
- สำหรับในวันศุกร์ (8 พ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 33.50 เทียบกับระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า (30 เม.ย.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (11-15 พ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.40-33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกรอจับตา ก็คือ การตอบรับของตลาดหลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผลการประชุมยูโรกรุ๊ป (ซึ่งจะมีการหารืออีกครั้งในประเด็นมาตรการปฏิรูปของกรีซ) กำหนดเวลาการจ่ายคืนหนี้ IMF ของรัฐบาลกรีซ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/58 ของยูโรโซน และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนเม.ย. ของจีน ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญประกอบด้วย ดัชนีภาวะการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงต้นเดือนพ.ค. ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเม.ย.และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนมี.ค.
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนี SET ร่วงลงปิดต่ำกว่า 1,500 จุดในวันพฤหัสบดี แต่ฟื้นตัวได้ช่วงท้ายสัปดาห์ โดยปิดที่ระดับ 1,510.51 จุด ลดลง 1.06% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 5.87% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 45,958.60 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 657.12 จุด ลดลง 4.61% จากสัปดาห์ก่อน
- ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงก่อนฟื้นตัวขึ้นได้ช่วงท้ายสัปดาห์ โดยตลาดปิดทำการในวันจันทร์และวันอังคาร ขณะที่ในวันพุธที่ผ่านมานั้น ดัชนีร่วงลงจากแรงขายหุ้นในกลุ่มธนาคาร แม้จะมีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงานมาช่วยหนุนตลาดก็ตาม ขณะที่ดัชนีปรับตัวลดลงต่อเนื่องในวันพฤหัสบดี โดยปิดที่ระดับต่ำกว่า 1,500 จุดและเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 สัปดาห์ จากการที่ยังคงขาดปัจจัยบวกใหม่ๆมาช่วยหนุนการซื้อขาย ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นได้ในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคารอีกครั้ง
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (11-15 พ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวต้านที่ 1,531 และ 1,555 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,494 และ 1,460-1457 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเจรจาระหว่างกรีซและกลุ่มเจ้าหนี้ในการประชุม รมว.คลังของยูโรโซน และการชำระหนี้ของกรีซต่อ IMF สำหรับการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ การจ้างงานนอกภาคเกษตร (8 พ.ค.) ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต และข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ในสัปดาห์หน้า









