Upside จำกัด....กำไรในระยะ 1-2ปีหน้า ไม่โดดเด่น
กำไรสุทธิงวด1Q58 สูงถึง 1.28 หมื่นล้านบาทเพราะมีกำไรพิเศษจากการขาย JASIF
JAS รายงานกำไรสุทธิงวด1Q58ที่1.28หมื่นล้านบาท (รวมรายการพิเศษ 1.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกำไรจากการขายสินทรัพย์ให้ JASIF สุทธิหลังจากหักภาษี 1.2 หมื่นล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 31 ล้านบาท)โดยหากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวจะพบว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติจะอยู่ที่ 686 ล้านบาท (-24% QoQ, -23% YoY) ประเด็นสำคัญในงวดนี้ คือ แม้ว่ารายได้เพิ่มขึ้น 3% QoQเป็น3.3พันล้านบาท จากการเติบโตของฐานลูกค้าบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้นถึง 8 หมื่นราย (สูงสุดในรอบ 16 ไตรมาส)แต่กลับถูกหักล้างจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 31% QoQ เพราะหลังจากที่บริษัทได้ขายและส่งมอบโครงข่ายใยแก้วนำแสงให้แก่ JASIF ไปแล้ว ตั้งแต่ 10 .พ. 58 ที่ผ่านมา ทำให้ JAS ต้องเช่าสินทรัพย์ดังกล่าวจาก JASIFเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 62% ในงวด 4Q57 เหลือเพียง 51%
กำไรจากการดำเนินงานปกติดูไม่สดใส จากภาระค่าเช่าโครงข่ายที่ต้องจ่ายให้ JASIF
แม้คาดว่ารายได้ยังเติบโตได้ตามแผนขยายบริการบรอดแบนด์จากปัจจุบันที่มีอยู่ใน 3.4พันตำบล เป็น 7.5 พันตำบลภายในปี 58 แต่กำไรจากการดำเนินงานปกติของบริษัทนับจากนี้ จะถูกกดดันจากต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น จากทั้งค่าเสื่อมราคาที่จะเพิ่มตามการขยายการลงทุนรวมทั้งค่าเช่าโครงข่าย และค่าประกันรายได้ ที่จะต้องจ่ายให้แก่ JASIFอย่างเต็มไตรมาสตั้งแต่ 2Q58 เป็นต้นไปประกอบกับกำไรจากการดำเนินงานปกติใน งวด 1Q58 มีสัดส่วนเพียง 20% ของประมาณการกำไรทั้งปี 58 เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก จากค่าเช่าโครงข่ายที่ต้องจ่ายให้ JASIFทำให้เราต้องปรับลดประมาณการกำไรจากการดำเนินงานในปี 58-59ลง โดยปรับค่าเช่าโครงข่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% เป็น 4.9 พันล้านบาทในปี 58 และ 6.2 พันล้านบาท ในปี 59 ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานปกติจะอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท ในปี 58 (-22% YoY) และ 2.7พันล้านบาทในปี 59(-3% YoY)
Upside จำกัดกำไรในระยะ 1-2 ปี ข้างหน้าไม่โดดเด่น คงคำแนะนำเพียง “เก็งกำไร”
ภายใต้ประมาณการใหม่ ราคาเหมาะสมของ JAS ปรับลดจาก 6.40 บาท เหลือ 6.00 บาท อีกทั้งยังมีปัจจัยลบจาก 1) อุตสาหกรรมบรอดแบนด์แบบประจำที่ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ JAS เริ่มดูไม่สดใส เพราะมีแนวโน้มจะแข่งขันรุนแรงขึ้น 2) คาดกำไรในระยะ 1-2 ปี ข้างหน้า ไม่โดดเด่น 3) ระยะสั้นราคาหุ้นจะยังถูกกดดันจาก JAS-W3 อายุ 5 ปี ที่คาดจะเริ่มใช้สิทธิได้ในช่วงปลาย 3Q58 เป็นต้นไป โดยคาดราคาใช้สิทธิที่ 4.30 บาท จะจูงใจให้มีการใช้สิทธิทั้งหมดในปี 58 นี้ อีกทั้งยังมีกรณีพิพาทที่ยังไม่มีข้อสรุป โดยเป็นความเสี่ยงต่อกำไรในระยะยาว หากบริษัทแพ้คดี ส่วนเรื่องที่บริษัทจะเข้าประมูล 4จี เป็นเรื่องท้าทาย เพราะหาก JAS สามารถชนะประมูลได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชิงส่วนแบ่งฐานลูกค้ามาจากผู้ประกอบการมือถือ ซึ่งประเด็นที่ต้องติดตาม







