พวกเขาไม่ใช่แค่ของเล่น แต่คือของเล่นจากกระดาษที่สอดแทรกกระบวนการเรียนรู้ รอให้พ่อแม่และเจ้าตัวน้อยมา“ร่วมมือทำ” เปิดโลกจินตนาการไร้ขีดจำกัด
เครื่องบินลำเท่ แค่สวมติดตัวก็พร้อมออกบิน ม้าโยกสุดเหวี่ยง สนุกทุกครั้งที่ได้นั่งเล่น กับบ้านหลังโต ที่เปิดให้เข้าไปสร้างจินตนาการไร้ขีดจำกัด!
ทั้งหมดที่เห็น ไม่ใช่ของเล่นราคาแพง แถมดูภายนอกแสนจะเรียบง่ายและไร้สีสัน แต่กลับเปิดโลกจินตนาการของเด็กน้อยได้มากๆ พวกเขาเรียกตัวเองว่า “เมลา” (Mela) ของเล่นจากกระดาษลอนลูกฟูก ไอเดียคุณแม่ “ฟูลไทม์” วัย 35 ปี “นุก-สุดาดวง นาคะสุวรรณ” อดีตสถาปนิก และอาจารย์สอนนิสิตมหาวิทยาลัย ที่ลาออกจากงานมาทำอาชีพคุณแม่เต็มเวลาเมื่อมีลูก
“น้องนนทิ” หนุ่มน้อยวัย 2 ขวบ คือ แรงบันดาลใจให้คุณแม่นุก คิดลุกมาประดิษฐ์ของเล่นลงมือทำ หลังมีความสนใจเป็นพิเศษกับแนวความคิดการเลี้ยงดูเด็กแบบ “วอลดอร์ฟ” ของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ที่เชื่อในวิถีธรรมชาตินิยม โดยให้เด็กเติบโตอย่างอิสระ ภายใต้การเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ต้องสัมผัสและยึดติดกับเทคโนโลยีเหมือนกับเด็กๆ ยุคนี้
นั่นเองที่ทำให้คุณแม่มือใหม่เริ่มประดิษฐ์ของเล่นให้ลูก โดยไม่พึ่งพาของเล่นสำเร็จรูปที่กำหนดวิธีการเล่นตายตัว ที่มีอยู่เต็มตลาด
“คนทั่วไปจะมองหาของเล่นเสริมพัฒนาการ ซึ่งของเล่นพวกนี้ค่อนข้างมีโซลูชั่นที่ตายตัว เช่น ต้องลงบล็อกนี้เท่านั้น สีนี้กับสีนี้เท่านั้น คือ มีรูปแบบที่สำเร็จรูปในการเล่น แม้ไม่ได้สร้างปัญหา แต่มองว่ามันกีดกันความคิดสร้างสรรค์”
แม่นุก สะท้อนความคิดที่เห็นต่างไปจากคนอื่น ประสาคนที่ให้ความสำคัญกับ “จินตนาการ” ของลูกเอามากๆ จึงได้หยิบกล่องกระดาษเหลือใช้แล้วลองทำของเล่นให้ลูก เธอว่า ของเล่นจากสองมือคุณแม่ ให้ประโยชน์หลายอย่าง
ตั้งแต่ การให้เด็กเห็นถึง “การลงมือทำ” และได้ร่วมมือทำ ได้เห็นความตั้งใจ เห็นคุณค่า เห็นจังหวะของการที่ลงมือทำ ไม่ใช่แค่ ซื้อ จ่ายเงิน แล้วแกะกล่องเล่น ซึ่งทั้งหมดคือ “กระบวนการเรียนรู้” ที่ดีกับลูกทั้งสิ้น
ของเล่นทำเอง ซ่อมแซมเองได้ ชิ้นไหนหายไป ก็แค่ปรับใหม่ทำใหม่ เล่นได้ต่อ ส่วนที่เลือกวัสดุเป็นกระดาษ เพราะหาได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนไปซื้อที่ไหน มองรอบๆ ตัว แค่ลังกระดาษใส่ขวดนมก็ยังเอามาทำของเล่นได้
แล้วของเล่นจากดีไซเนอร์ที่ชื่อ “คุณแม่” ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความคิดที่อยากจะชักชวนเหล่าพ่อแม่ด้วยกัน มาร่วมทำของให้ลูกเล่น แต่พอลองเริ่มหาข้อมูลก็พบว่า แม้เมืองนอกจะคุ้นชินกับการทำของเล่นดีไอวายให้ลูกเล่น แต่กับเมืองไทยน้อยคนนักที่จะคิดทำ เพราะส่วนใหญ่ต้องทำงานนอกบ้าน ทำให้ไม่มีเวลาเผื่อมาทำของเล่น
นี่คือตัวจุดประกายให้คุณแม่นุก คิดต่อยอดความตั้งใจนี้มาเป็นธุรกิจ เธอไม่ได้กำลังทำของเล่นสำเร็จรูปขาย แต่เป็นการเตรียมวัสดุ เตรียมแพทเทิร์น ให้ง่ายต่อการลงมือทำ เพื่อช่วยลดขั้นตอนพ่อแม่ไม่ต้องไปเตรียมหาอุปกรณ์ หรือมานั่งตัดกระดาษ หน้าที่ก็แค่ ต้องก่อประกอบของเล่นชิ้นนั้นขึ้นมาเอง และเติมแต่งสีสันตามจินตนาการของพ่อแม่และลูกๆ
“เราพยายามทำของเล่นที่ส่งเสริมจินตนาการ ซึ่งนอกจากการเรียนรู้จากกระบวนการที่สร้างมันขึ้นมาแล้ว ในขั้นตอนการระบายสี เราเปิดอิสระให้คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ ได้มาช่วยกันตกแต่ง บวกกับพอเป็นกระดาษ ทำให้แต่งเติมอะไรได้ง่ายมาก เช่น อยากได้หน้าต่าง ก็แค่เจาะช่องเพิ่ม จะลงสี ติดสติกเกอร์ หรือจะเอาเศษใบไม้มาพิมพ์เป็นลายก็ได้”
เธอบอกความอิสระจากของเล่นร่วมมือทำ ที่ไม่มีอะไรมาขวางจินตนาการได้
เลยไม่ต้องแปลกใจถ้าเปิดกล่องมาแล้วพบว่า ของเล่นจากกระดาษ ปราศจากสีสัน ก็คนทำยืนยันว่า หน้าที่แต่งเติมจินตนาการ เป็นของทุกคน ไม่ใช่ของคนขาย เมื่อเป้าหมายคืออยากให้ สมาชิกครอบครัวได้มีส่วน “ร่วมมือทำ”
ของเล่นเพื่อลูก ที่มีลูกชายตัวน้อยเป็นทั้งพรีเซนเตอร์และ “หนูทดลองเล่น” ทำให้ต้องใส่ใจในวัสดุที่นำมาใช้ ตั้งแต่การเลือกสเปคกระดาษที่ดี โดยใช้กระดาษของ เอสซีจี (SCG Paper) ที่ทั้งแข็งแรง ปลอดภัย และเป็นมิตรกับโลก
ส่วนประกอบอย่างอื่น อย่าง หมึกสี กาว ก็เลือกใช้ที่ปลอดภัยสูงสุดเท่าที่จะหาได้ในท้องตลาด คือ ไม่มีสารพิษ ไม่มีโลหะหนัก หรือ สารตะกั่ว เรียกว่า คัดกันสุดๆ เพื่อเจ้าตัวน้อย แม้การใช้ของดี “ต้นทุน” จะขยับสูงขึ้น แต่คนทำก็ตั้งราคาขายที่แค่หลักร้อยบาท เพราะเป้าหมายไม่ใช่ธุรกิจจ๋า ก็แค่อยากให้พ่อแม่มาซื้อไปลงมือทำกันมากๆ ก็เท่านั้น
เมื่อความมุ่งมั่นมีเต็มเปี่ยม แบรนด์ “เมลา” (Mela) จึงถือกำเนิดขึ้น สิ่งมหัศจรรย์ คือ คุณแม่เต็มเวลาท่านนี้ ทำแทบทุกอย่างเพียงคนเดียว ตั้งแต่ การออกแบบ หาวัสดุ หาแหล่งผลิต ตรวจคุณภาพ ถ่ายรูป นำเสนอ ทำการตลาด และการขาย แม้แต่การตกแต่งบูธในตอนไปออกงานแสดงสินค้า ก็ทำเอง โดยที่มีสมาชิกในครอบครัวมาช่วยในงานเพียงบางส่วนเท่านั้น หลายงานไม่มีประสบการณ์ก็เรียนรู้ ส่วนเวลาทำธุรกิจก็เลือกที่ว่างเว้นจากการเลี้ยงลูกมาทำ เพราะไม่เคยคิดลาออกจากอาชีพคุณแม่
“ที่ทำตัวนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นทางเลือกให้พ่อแม่และลูกๆ จากวันหยุดแทนที่จะพาลูกไปห้าง ปล่อยลูกเล่นในสวนสนุก แม้จะเป็นการใช้เวลาร่วมกันก็จริง แต่เป็นการที่ต่างคนต่างมีความสุข แต่ เมลา จะเป็นการที่ทุกคนมาร่วมกันทำ เป็นเวลาคุณภาพกับครอบครัวจริงๆ ซึ่งถ้าขายของได้ชุดหนึ่ง นั่นแสดงว่า จะมีหนึ่งครอบครัวที่ได้ใช้เวลาคุณภาพให้เกิดขึ้น”
จากข้อจำกัดที่มี ทั้งทุนและเวลา คุณแม่นักประดิษฐ์เลยเริ่มจากเปิดตลาดออนไลน์ โดยขายผ่านเฟซบุ๊ก “Mela Toys” แล้วใช้งานแสดงสินค้าเปิดตัวเองสู่ตลาดต่างประเทศ เพราะมองว่า “เก็ต” ในคอนเซ็ปต์มากกว่าพ่อแม่คนไทย
เราเลยได้เห็นของเล่นเมลา แทรกตัวอยู่ในบูธเล็กๆ ในงาน BIG&BIH 2015 ณ ไบเทค บางนา ที่ผ่านมา ของเล่นที่คนไทยอาจมองว่า เรียบง่าย และไร้สีสัน แต่ใครจะคิดว่าเพียงแค่เปิดตัวในวันแรกๆ กลับมีลูกค้าต่างชาติเข้ามาติดต่อด้วยความสนใจ พร้อมฝากคำชมว่าเป็นของเล่นสุด “ฉลาด” และเสนอออเดอร์ที่สูงถึง “5 พันชิ้น”
ถามว่าคุณแม่นุกรู้สึกอย่างไร เธอบอกแค่ว่า..
“งานใหญ่ได้เริ่มขึ้นแล้ว”
ยังมีโจทย์ให้ปลดล็อกอีกมาก ทั้งการมานั่งคิดเรื่อง การปรับกระบวนการผลิต ตรวจสอบคุณภาพ พื้นที่เก็บสะต๊อก หาคนช่วยทำ ฯลฯ เพื่อเตรียมพร้อมรับโอกาสในอนาคต
สุดาดวง เป็นตัวแทนของคุณแม่ยุคใหม่ ที่ค้นพบโอกาสธุรกิจจากการทำอาชีพคุณแม่เต็มเวลา และไม่เคยคิดที่จะลาออกจากอาชีพยิ่งใหญ่นี้ เธอว่า อาชีพคุณแม่ให้ความสุข ให้คุณค่า ขณะที่การได้ลงมือเขียนแบบ คิดไอเดียประดิษฐ์ของเล่น ก็เป็นการรื้อฟื้น เติมเต็ม ความชอบของตัวเองเมื่อสมัยทำงาน แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องทิ้งข้างไหน เพราะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกันได้ และยังได้สร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมไปพร้อมกันด้วย
ส่วนคนที่อยากทำแบบนี้ เธอบอกแค่ว่า..
“ให้เชื่อความรู้สึกแวบแรก เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง คนเราย่อมรู้ว่าอะไรดีกับตัวเอง แวบแรกเรารู้ว่าเราควรทำอะไร แต่พอหลังจากนั้นก็จะมีเหตุผลเยอะแยะไปหมด อันนั้นไม่ดี อันนี้ก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ เลยอยากให้ทุกคน เชื่อในความรู้สึกแวบแรกแล้วตามความรู้สึกนั้น มันจะเจอสิ่งที่ใช่เอง”
เช่นเดียวกับคุณแม่อย่างเธอ ที่ออกเดินตามสัญชาตญาณ และความรัก จนค้นพบของเล่นร่วมมือทำที่ชื่อ “เมลา” พร้อมเปลี่ยนโลกจินตนาการของพ่อแม่และเจ้าตัวน้อย





