ราคาหุ้นลดลงสะท้อนปัจจัยลบมามากแล้ว
คาดปี 58 – 59 กำไรจากการดำเนินงานปกติชะลอตัว
คาดกำไรจากการดำเนินงานปกติในปี 58 จะชะลอลง6% YoYเหลือ3.4 พันล้านบาท และลดลง 13% YoYเหลือ 3 พันล้านบาท ในปี 59 แม้รายได้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามฐานลูกค้าที่ขยายตัวแต่จะถูกหักล้างจาก 1) ต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับโครงข่าย หลังบริษัทมีนโยบายจะขยายบริการเพิ่มจากปัจจุบันที่ให้บริการใน 3.4 พันตำบล เป็น 7.5 พันตำบล ในช่วง 2 ปีนี้ และ 2) ภาระค่าเช่าโครงข่าย 80% จาก JASIF และค่าประกันรายได้สำหรับโครงข่ายที่เหลือ 20% ของ JASIF ซึ่งคาดจะต้องจ่ายราว3.9 พันล้านบาท ในปี 58 และเพิ่มเป็น 5.9 พันล้านบาท ในปี 59 ซึ่งรายได้ที่คาดจะได้รับจาก JASIF ไม่เพียงพอจะชดเชยได้
ระยะสั้นมี JAS-W3 กดดันราคาหุ้น ระยะยาวมีความเสี่ยงจากกรณีพิพาท
ปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นในระยะสั้น คือ การที่บริษัทจะออก JAS-W3 จำนวน 3,497.32 ล้านหน่วย อายุ 5 ปี ที่ให้สิทธิสามารถแปลงสภาพเป็นหุ้น JAS ได้ในอัตรา 1: 1 ที่ราคา 4.30 บาท ใช้สิทธิได้ทุกสิ้นไตรมาส ซึ่งคาดจะเริ่มตั้งแต่ปลาย 3Q58 นี้ แต่ด้วยราคาใช้สิทธิที่ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันมาก คาดจะจูงใจให้มีการใช้สิทธิทั้งหมดในปี 58ซึ่งจะส่งผลลบต่อ EPS ราว 33% จากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสียงจากกรณีพิพาทที่แม้ยังไม่มีข้อสรุปในระยะสั้น แต่อาจกระทบต่อกำไรของบริษัท หากแพ้คดีในระยะยาว คือ1) มีเจ้าหนี้มาเรียกร้องสิทธิ(มูลค่าราว 1.8 พันล้านบาท) หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกเลิกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้บริษัทเข้าแผนฟื้นฟูกิจการและ 2) บริษัทลูก (JSTC)ซึ่งมีกรณีพิพาทกับ TOT เกี่ยวกับอัตราส่วนแบ่งรายได้แต่ JSTC ได้บันทึกรายได้และลูกค้าหนี้ค้างชำระจำนวน2.5 พันล้านบาทไปแล้ว
ประมูล 4จี ไม่ใช่เรื่องง่าย
JAS ได้เตรียมเข้าประมูลคลื่น 4จี เพื่อขยายธุรกิจให้บริการบรอดแบนด์ผ่านมือถือ แต่เรามองว่าการจะทำธุรกิจ 4จี นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะต้องแข่งประมูลกับผู้ประกอบการมือถือทุกราย (ADVANC, DTAC และ TRUE) ที่ต่างต้องการจะถือครองคลื่นไว้ให้มากที่สุด จึงมีโอกาสที่ JAS อาจไม่ชนะการประมูลได้ แต่หาก JAS สามารถชนะประมูลได้ ก็ต้องเช่าโครงข่ายจากผู้ประกอบการรายอื่นใช้ หรือต้องลงทุนเอง ซึ่งจะกดดันกำไรในระยะกลาง(อย่างน้อย 2-3ปี) อีกทั้งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชิงส่วนแบ่งฐานลูกค้ามาจากผู้ประกอบการมือถือ ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการข้อมูลผ่านมือถือมาก่อน
ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 58 ที่ 6.40 บาท แนะนำ “เก็งกำไร”
เราประเมินราคาเหมาะสมปี 58 ไว้ที่ 6.40 บาท (DCF, WACC 9.5%) โดยแนะนำเพียง “เก็งกำไร” เพราะแม้จะยังมี upside 13% แต่มีปัจจัยลบทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่รออยู่ ดังนี้ 1) อุตสาหกรรมบรอดแบนด์แบบประจำที่ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ JAS มีแนวโน้มแข่งขันรุนแรงขึ้น หลังคู่แข่งรายใหม่อย่างADVANCเข้าสู่ธุรกิจนี้ 2) คาดกำไรจากการดำเนินงานปกติในปี 58 – 59 ชะลอตัว 3) แม้เชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนเรื่อง JAS-W3ไปมากแล้ว แต่ในระยะสั้น ระหว่างที่ยังไม่สามารถใช้สิทธิได้ เชื่อว่าจะยังประเด็นกดดันการฟื้นตัวของราคาหุ้นต่อไป และมีความเสี่ยงในระยะยาวจากกรณีพิพาทที่ยังไม่มีข้อสรุป








