หุ้นแบงก์กรุงศรีฯราคาดิ่ง

ราคาหุ้นแบงก์กรุงศรีอยุธยาปรับลดลงแรง หลังถูกแรงเทขายกระหน่ำ เหตุถูกถอนจากการคำนวณดัชนี
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) BAY เมื่อวันที่ 20มี.ค. 25585 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงแรง และมีมูลค่าการซื้อขายคึกคัก เนื่องจากเป็นวันแรกที่ดัชนีฟุตซี่ ชาริอะห์(FTSE all-index )ได้ถอดหุ้นแบงก์ดังกล่าวออกจากการคำนวณดัชนีอย่างเป็นทางการในวันแรก
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่าผลของการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE ณ ราคาปิด ทุกๆ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบงกรุงศรีฯ1 บาท จะมีผลต่อ ภาพรวมดัชนีหุ้นไทย ประมาณ 0.78 จุด
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายวิจัยประเมินว่า ราคาหุ้นแบงก์กรุงศรีปรับตัวขึ้นมาสูงจากแผนการควบรวมกิจการกับพันธมิตรญี่ปุ่น ซึ่งถือว่า ราคาปัจจุบันเกินมูลค่าพื้นฐานในปัจจุบัน และอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น( ROE) ในระยะกลาง ฝ่ายวิจัยได้กลับมาวิเคราะห์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง โดยการผนึกกำลัง (Synergies) ระยะสั้นจากการควบรวมกับ MUFG จะถูกหักล้างจากการเพิ่มทุน และธนาคารมีอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่เพียง 12% (ใกล้เคียงกับแบงก์กรุงเทพเท่านั้น) จึงเชื่อว่าราคาหุ้นของแบงก์กรุงศรีฯสูงเกินไป
ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 32% ต่อปี ในช่วงปี2558-2559จากผลผนึกของ BTMU และ MUFG แม้ว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี2558-2559ขึ้น 5.9% สาเหตุหลักจากการรวมเงินกู้บรรษัทของ BTMU และผลผนึกจากฐานลูกค้าญี่ปุ่นของ MUFG อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเติบโตของค่าธรรมเนียมและสินเชื่อในทางอ้อมจะเป็นปัจจัยหลักที่จะผลักดันผลประกอบการปี 2558-2559 แต่ NIMของธนาคารจะลดลงเท่าระดับแบงก์กสิกรไทย( KBANK) ในปีนี้ เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อถูกโยกมาให้ลูกค้าบรรษัทมากขึ้น (ซึ่งมีดอกเบี้ยน้อยกว่าลูกค้าทั่วไป)
โดยแบงก์กรุงศรีฯมุ่งหวังเพิ่มต้นทุนเงินทุนให้ใกล้เคียงระดับธนาคารยักษ์ใหญ่ 4 แห่งในไทย แต่ก็ถือว่าท้าทายเพราะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันในกลุ่มธนาคารไทย ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา แม้การปรับประมาณการกำไรสุทธิของเราในปีอีก2ปีที่เพิ่มขึ้นจะเป็นผลมาจากผลผนึกของ MUFG และความแข็งแกร่งของ BAY ในส่วนรายย่อย แต่อัตราผลตอบแทนระยะกลางที่เพียง 12% ทำให้ดูจะอยู่ในสภาวะ มีส่วนทุนมากเกินไป (ส่วนทุนเพิ่มทำให้ ROE ลดลง)
สำหรับราคาที่ขึ้นสูงมากในช่วง 2เดือน ที่ผ่านมาเกิดจากฟรีโฟลตที่ต่ำเพียง และการเก็งกำไรจากประเด็นการทำคำเสนอซื้อเพื่อครอบงำกิจการ (Tender offer)
"ธนาคารกรุงศรีจะมีการเติบโตในระยะยาวที่ 7% ธนาคารมีปัจจัยเสี่ยงในเชิงบวกคือ การเติบโตในธุรกิจ SME และรายย่อยที่สูงกว่าคาด และการผนึกกำลังจาก MUFG ที่ดีกว่าคาด, คุณภาพสินเชื่อดีกว่าคาด และธุรกิจไหลลื่นกว่าคาดหลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่"นักวิเคราะห์กล่าว







