‘ชลณัฐ ญาณารณพ’ องค์กร HVA เฟ้นนักวิจัยโลกเคมีตรงกัน

‘ชลณัฐ ญาณารณพ’ องค์กร HVA  เฟ้นนักวิจัยโลกเคมีตรงกัน

อุตสาหกรรมเต็มขั้น สู่องค์กรนวัตกรรม “ชลณัฐ ญาณารณพ” ลุยจับมือ "นักวิจัยระดับโลก" พลิกนิยามคนขายเม็ดพลาสติกสู่สินค้านวััตกรรมและบริการ

การพลิกจุยืนเดิมของเครือซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี จากการเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สู่สินค้านวัตกรรม (Innovation) เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่มีกรรมการผู้จัดการใหญ่ ชื่อ กานต์ ตระกูลฮุน ที่ประกาศวิสัยทัศน์ 2 เรื่อง นอกเหนือจากการผลักดันองค์กรสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำอาเซียนอย่างยั่งยืนแล้ว อีกวิสัยทัศน์สำคัญคือการผลักดันเอสซีจีสู่การเป็น "องค์กรนวัตกรรม"        

รูปธรรมหนึ่งที่เห็นชัดในแง่ของตัวสินค้า คือ การเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA-High Value Added) ของเอสซีจี โดยในปี 2557 สัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 35% ของยอดขายรวมเครือ หรือคิดเป็นมูลค่า 169,071 ล้านบาท และยังวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนให้ถึง 50% ผ่านหลายกลุ่มธุรกิจ         โดยเฉพาะ "ธุรกิจเคมีภัณฑ์" ธุรกิจที่ทำรายได้อันดับ 1 ของเอสซีจี (สัดส่วน 50 % ของรายได้รวมเครือที่ 487,545 ล้านบาท) ในปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายอัดงบวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 2,100 ล้านบาท จากงบ R&D รวมเครือกว่า 4,800 ล้านบาท        

หัวเรือใหญ่อย่าง "ชลณัฐ ญาณารณพ" กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ บอกถึงความต้องการยกระดับสู่การผลิตสินค้านวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ต่อยอดและพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างความ "มั่นคง" ในแง่ของรายได้ หลังยอมรับว่าที่ผ่านมาธุรกิจเคมีภัณฑ์ต้องเผชิญความผันผวนทั้งราคาวัตถุดิบ (ราคาน้ำมัน)  และราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลก กระทบต่อส่วนต่างกำไร (Spread) จึงจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าเพื่อหนีสงครามราคา "สร้างมูลค่าเพิ่ม" ไปสู่การสร้างกำไรที่ยั่งยืนมากขึ้น        

ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้นำองค์กรเช่นเขาต้องคิดหนัก !          

ไม่เพียงแค่คิด ซีอีโอที่เต็มไปด้วยพลังเช่นเขา ยังออกแอ็คชั่น ลงทุนบินไปหลายประเทศ จับชีพจรธุรกิจเคมีระดับโลกว่าก้าวล้ำไปถึงไหนแล้ว จนมาลงล็อกกับพันธกิจใหญ่ "Big Move" เคลื่อนทัพธุรกิจเคมิคอลลส์ จุดพลังองค์กรนวัตกรรม ด้วยการจับเอา "นักเคมีระดับโลก" ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มาทำสัญญาร่วมกันถึงปี 2020 (พ.ศ.2563) เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาสินค้า พร้อมกับบุกไป "เทคโอเวอร์"กิจการวิจัยและพัฒนาวัสดุและโพลิเมอร์ ของบริษัท Norner As ไกลถึงนอร์เวย์        

“ด้วยความมุ่งมั่นทำสินค้า HVA เพื่อสร้างสินค้านวัตกรรม (Breakthrough) เราจึงต้องมีทีมนักวิจัย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งสิ้น 326 คน ในจำนวนนี้เป็นนักวิจัยระดับศาสตราจารย์ 57 คน มีศูนย์วิจัยที่สร้างขึ้นใหม่อีก 2 แห่ง ได้แก่ ASTEC -Advances Science Technology Centerและศูนย์การเรียนรู้ OETC- Operation Excellence Training Center ให้พนักงานระดับปฏิบัติการมาเรียนรู้เมื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ”        

ชลณัฐ เล่าว่า เบื้องหลังของการรวมทีมนักวิจัยเอสซีจี กับสถาบันการศึกษาระดับโลกอย่างออกซ์ฟอร์ด เกิดขึ้นเมื่อเขามีโอกาสพบกับ ศ.ดร.เดอร์มอท โอแฮร์ ที่ปรึกษาทีมวิจัยระดับปรมาจารย์ที่นั่น เพราะนักวิจัยจากเอสซีจีไปศึกษาต่อที่ออกซ์ฟอร์ด กลายเป็นที่มาของการเชื่อมงานวิจัยระดับนาโนระหว่างกัน          

หลังการพบกันของนักเคมี เดอร์มอท กับชลณัฐ ทำให้เขาสะดุดทันที เพราะศาสตราจารย์ฝรั่งท่านนี้แตกต่างจากคนในห้องแล็บ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ "นักเคมีทั้งสอง” พูดจาภาษาเคมีได้ตรงกัน คือความสนใจที่ผลลัพธ์ (Outcome)มากกว่าวิธีการ (Process)         กลายเป็นวิธีคิดต้นธารของศูนย์วิจัย “SCG-Oxford Center of Excellence for Chemistory”        

การร่วมมือครั้งนี้ เขาหวังถึงขั้นว่าจะนำไปสู่การยกระดับวงการเคมี ด้วยการนำอนุภาคนาโน มาพัฒนาสินค้าและธุรกิจใหม่ๆ ให้คุณประโยชน์ให้กับโลก      

  สิ่งที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่การพัฒนาต่อยอดสินค้าให้ไปสู่นวัตกรรมจากผลิตภัณฑ์เดิม เช่น พลาสติกน้ำหนักเบาให้กับชิ้นส่วนรถยนต์ ,พลาสติกบรรจุภัณฑ์ ห่อหุ้มอาหาร รวมถึงตัวเร่งปฏิกิริยาในการผลิตปิโตรเคมี (Catalyst)      

  และการพัฒนาธุรกิจเคมีไปสู่บริการใหม่ในบริบทใหม่  เช่น นวัตกรรมสารเคลือบเตาเผาอุตสาหกรรม ที่ช่วยเพิ่มความร้อนได้ในระดับการใช้พลังลดลง 2-6% รวมถึงกำจัดของเสียแปลงตะกอนจุลินทรีย์ ในระบบบำบัดน้ำเสีย ที่เปลี่ยนไปเป็นปุ๋ยหรือมูลไส้เดือน รวมถึงหุ่นยนต์ตรวจสอบโรงงานทนสภาวะความร้อน บินได้ระดับบน และดำน้ำเสี่ยงภัยแทนมนุษย์ได้ เป็นนวัตกรรมล้ำๆ ที่จะไปตอบโจทย์ลดความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม        

ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ยังไม่นับรวมผลิตภัณฑ์นาโนที่ยังอยู่ในห้องทดลอง รอการคิดค้นสำเร็จ เป็นส่วนประกอบของยาชนิดใหม่ที่ดูดซึมอยู่ในร่างกายได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อ ทั้งที่มีตัวตั้งต้นเดียวกันกับปิโตรเคมี        

ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้คือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่ได้จากการคิดค้นในห้องทดลองของเอสซีจี ตอบโจทย์การบริการใหม่ๆ หันไปแก้ไขปัญหาให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในทุกกระบวนการผลิต         “5 ปีจากนี้สินค้าดาวรุ่งก็คือ HVA สิ่งที่เราอยากจะทำก็คืออัพเกรดมูลค่าที่ทำอยู่ และการพัฒนาสินค้าใหม่ที่เป็นตระกูลใหม่เลย เรารู้ว่าจุดอ่อนของสินค้าในกลุ่มเราคืออะไร อะไรคือจุดเด่น รวมถึงรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไรเพิ่ม เราจึงพัฒนาสินค้าแบบ BtoB (Business to Business) คิดค้นพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่จะช่วยไขปัญหา (Solution) ในโรงงาน รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ และให้คำปรึกษา”        

ว่ากันที่การไปข้ามไปซื้อศูนย์วิจัยในนอร์เวย์ ถือเป็นอีกหนึ่งบิ๊กเซอร์ไพรส์สร้างความแปลกใจให้กับคนเอเชีย ดีลนี้ชลณัฐ เล่าว่า เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยเอสซีจีเข้าไปถือหุ้น 51% ด้วยมูลค่าดีล 340 ล้านบาท        

เขาเล่าว่า การที่บริษัทในเอเชียเข้าไปบริหารศูนย์วิจัยในสแกนดิเนเวียน เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ ที่จะได้ทั้งสิทธิบัตรมาใช้ ได้ขุมพลังความรู้ และที่สำคัญลูกค้าของบริษัทแห่งนี้กว่า 300 รายก็ถือเป็นลูกค้าของเอสซีจี        

ทว่า หลักการบริหารงานแม้บริษัทแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของเอสซีจี แต่ต้องให้เวลานักวิจัยหัวกระทิเหล่านี้ปรับตัวมาอยู่ภายใต้บริษัทไทย ชลณัฐ จึงยังให้อิสระกับผู้บริหารคนเดิมบริหาร จะบินไปพูดคุยให้เชื่อมวัฒนธรรมเอสซีจี กับทั้งผู้บริหาร และพนักงานที่นั่นเป็นครั้งคราว        

ข้อแม้ของบริษัทแห่งนี้ไม่มีอะไรที่มาก ขอแค่งบประมาณการอบรม (Training) ที่เจ้าของหุ้นรายเก่าซึ่งเป็นกองทุนตัดงบส่วนนี้ไป เขาจึงไม่รีรอรีบตกปากรับคำ        

ที่สำคัญ เรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับซีอีโอไทย กับการบริหารบริษัทนอร์เวย์อยู่ตรงที่งานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ซีอีโอไทย ขอร้องเพลงเป็นคนแรก โดยเลือกเพลง “Imagine” มาขับกล่อมอารมณ์นักวิจัยนอร์เวย์ ให้ซึ้งไปกับเอสซีจี แบบใจประสานใจเพื่อโลกสวย ตามที่ซีอีโอชลณัฐแอบหวังลึกๆ        

“เขาไม่เคยเห็นเพรสซิเดนท์มาร้องเพลง เขาตกใจ วัฒนธรรมเขาไม่มี เมื่อเพลงเริ่มขึ้นเนื้อหาเพลง imagineทำให้เขาซึ้งในความหมาย ถึงการที่จะช่วยสร้างโลก ปาร์ตี้คืนนั้นจึงจบลงที่ 4 ทุ่มจากปกติ 3 ทุ่มเลิก"        

ชลณัฐทิ้งท้ายถึงการพลิกองค์กรครั้งใหญ่ในวันนี้ว่า...        

จุดท้าทายที่สุดคือการ "ปรับวิธีคิด" ของคนในเอสซีจีให้หักเหกรอบคิดใหม่ๆ เพื่อธุรกิจใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม