การแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยในวันนี้ ไม่สายเกินไปในสายตาของ “ทยา”
เห็นความเป็นไปในวงการศึกษามากว่า 40 ปี วันนี้ “ทยา ทีปสุวรรณ” อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาดูแลกิจการของครอบครัวอีกครั้ง กับตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนศรีวิกรม์ในวันที่การศึกษาไทยเดินมาถึงจุดเปลี่ยน หลังจากที่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านการศึกษา ที่เป็นเหมืองดั่งแสงสว่าง และความหวัง
การแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยในวันนี้ ไม่สายเกินไปในสายตาของ “ทยา” แม้ที่ผ่านมารูปแบบการบริหารประเทศจะมุ่งไปที่การเขียนนโยบายมากกว่าการปฏิบัติ แต่สิ่งที่ทำให้เธอมั่นใจเช่นนั้น เป็นเพราะแนวโน้มปฏิรูปการศึกษาที่กำลังเดินหน้าอยู่ในขณะนี้นั้น ได้ให้ความสำคัญกับการปรับหลักสูตร และเพิ่มคุณภาพครู มากกว่าการปรับในเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียว
“เราพูดเรื่องการปฏิรูปการคึกษามานานหลาย 10 ปี ทุกรัฐบาลที่เข้ามาก็ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปการศึกษา แต่พอรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายก็เปลี่ยน ความต่อเนื่องของนโยบายการศึกษาจึงไม่มีความชัดเจน และต่อเนื่อง นี่คือปัญหา” เธอกล่าว
: การเมืองฉุดรั้งระบบการศึกษา
ปัญหาใหญ่ที่ทำให้การศึกษาไทยเดินมาถึงทางตัน คือ “การเมือง” เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลทุกคนต่างมองหานโยบายใหม่ แม้นโยบายเดิมของรัฐบาลชุดก่อนจะทำไว้ดี แต่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนพรรค นโยบายเพื่อสร้างผลงานก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
“ปัญหาของระบบการศึกษาไทยไม่ใช่แค่ภาพใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่เป็นนโยบายของทุกกระทรวง แม้แต่นโยบายของกรุงเทพมหานครเอง จะต้องนำไปปฏิบัติ” เธอกล่าว
ตอนที่ ทยา ได้เข้าไปทำงานที่ กทม. ในสมัยที่ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัฒน์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น รูปแบบการบริหารของเธอจะไม่มองว่านโยบายนี้เป็นของใคร หรือใครทำมาก่อน แต่จะมองว่านโยบายที่ทำนั้นได้ประโยชน์กับนักเรียน และคน กทม. หรือไม่
“ถ้าเป็นนโยบายที่ดีจะเป็นของใครก็ตาม เราก็ควรจะสานต่อ แต่ถ้าเป็นนโยบายที่ไม่ดี ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า เราก็จำเป็นต้องเปลี่ยนนโยบายใหม่”
ทยาย้ำว่า ความต่อเนื่องของนโยบายเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่มองเป็นเรื่องการเมือง เพราะว่า 4 ปีของการบริหารของรัฐบาล เป็นช่วงเวลาที่สั้นมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ที่วางแผนพัฒนาการศึกษา ระยะยาว 10-20 ปี และมีนโยบายต่อเนื่อง ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่
“ปัญหาที่สะสมทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณด้านการศึกษามากที่สุดประเทศหนึ่ง แต่ผลสัมฤทธิ์ที่ได้กลับอยู่ในระดับต่ำที่สุด” เธอกล่าว และมองว่า ตราบใดที่ระบบการศึกษาของประเทศไม่มีความเข้มแข็งและแข็งแกร่งแล้ว โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในด้านอื่นๆ ยังเป็นไปได้ยาก อีกทั้งยังมีแนวโน้มถดถอยลง ซึ่งชี้ให้เห็นชัดเจนจากอัตราการอ่านออกเขียนได้ของเด็กไทย รวมถึงคะแนนที่ต่ำมากใน 3 วิชาหลัก ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ
: ค่านิยมที่ต้องเปลี่ยน
ประสบการณ์จากการดูแลโรงเรียนศรีวิกรม์ ในช่วง 10 ปีแรก หลังจากเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศ ก่อนที่จะผันตัวเองไปทำงานการเมือง ทำให้เธอมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการศึกษามาตลอด
นอกจากคุณภาพทางวิชาการที่เป็นปัญหาแล้ว สิ่งที่เธอเป็นกังวลคือค่านิยมของเด็กไทยในปัจจุบันที่มักเปลี่ยนความคิด มองว่าการโกงเป็นเรื่องปกติ โกงได้ไม่เป็นไร เช่นการโกงข้อสอบ เห็นด้วยกับสิ่งล่อใจ หรืออบายมุข ค่านิยมเชิงวัตถุ ทำให้เด็กไทยมีภูมิต้านทานต่ำ อย่างน่าเป็นห่วง
ในฐานะที่เธอกลับเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนศรีวิกรม์ครั้งนี้ การส่งเสริมจิตสำนึกและค่านิยมที่ดีจึงเป็นหนึ่งความตั้งใจที่เธอมอบให้กับนักเรียน นอกเหนือจากความเป็นเลิศทางวิชาการ
“หลายโครงการที่ได้เข้าไปมีส่วนผลักดัน ในสมัยที่ทำงานเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทำให้ได้เห็นว่าเด็กจากโรงเรียนในกทม. กว่า 400 โรงเรียน ยังขาดโอกาสในชีวิต ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของการพัฒนาเยาวชนคือทำอย่างไรไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำทางการศึกษากันมากนัก ควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่วัยเรียน” เธอกล่าว
นั่นเป็นเหตุผล ทยา ตัดสินใจนำ “โครงการโตไปไม่โกง” ที่เธอได้ริเริ่มทำในสมัยแรกของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. มาขยายผลที่โรงเรียนศรีวิกรม์ โดยกำหนดเป็นหลักสูตรหนึ่งในวิชาเรียน เพื่อปลูกจิตสำนึกเด็กในเรื่องของความซื่อสัตย์ ต่อต้านการโกงให้ออกมาเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเรียนในหลักสูตรวิชาการ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ มีการขยายผลจากโรงเรียนของ กทม. ไปยังโรงเรียนเอกชนที่สนใจ
ทยา ย้ำว่า โรงเรียนศรีวิกรม์นับเป็นหนึ่งในโรงเรียนเอกชนที่นำหลักสูตร โตไปไม่โกงของ กทม. มาปรับใช้ในโรงเรียน เด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โดยวิชาโตไปไม่โกง เน้นปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ให้กับเด็ก
“เด็กในวันนี้คืออนาคตของประเทศชาติในวันหน้า ถึงแม้วิชาการจะเก่งแค่ไหน ถ้าขาดอีคิว ขาดจิตสำนึกและค่านิยมที่ดีก็ไม่มีประโยชน์ เพราะถ้าเก่งแล้วโกง เก่งแล้วเป็นคนเอาเปรียบคน หรือใช้ความเก่งไปในทางที่ผิด ก็จะยิ่งแย่ยิ่งหนักไปอีก” เธอกล่าว
: CSR สร้างจิตสาธารณะ
การปลูกฝังให้เด็กมีจิตใจ และค่านิยมที่ดี เป็นนโยบายของโรงเรียนศรีวิกรม์ ที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งเธอมองว่าความรู้และความดีเป็นสิ่งที่ต้องเดินไปด้วยกัน จึงได้ริเริ่มทำโครงการ CSR สร้างจิตสาธารณะในโรงเรียนมากขึ้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ทยา เล่าว่า โครงการ CSR ของโรงเรียนศรีวิกรม์เริ่มจากโครงการเล็กๆ แต่มีแรงขับเคลื่อนที่ดีโดยครูและนักเรียนของโรงเรียน จนต่อยอดไปในระดับชุมชน และเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมได้
“ตอนแรกเราเริ่มทำโครงการกันเองในโรงเรียน โดยมีผู้ปกครองเข้ามามีส่วนเข้าร่วม เช่น การรวมกลุ่มเด็กที่รวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่นกองทุนเพื่อนช่วยเพื่อน ครูช่วยศิษย์ โดยให้เด็กนักเรียนมีส่วนร่วมบริจาคเงินอาทิตย์ละ 1 บาท เพื่อนำไปช่วยเป็นทุนสำหรับเด็กยากจนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่เรียนดี ประพฤติดี เพื่อปลูกฝังให้เด็กจะรู้สึกว่า เงินเพียงเล็กน้อยได้ช่วยคนที่ไม่มีโอกาสเท่าเทียมกับเราได้” เธอกล่าว และยกตัวอย่าง “โครงการอ่านหนังสือเสียง” หนึ่งในโครงการ CSR ที่ทำร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์
ทยา บอว่า โครงการนี้ได้ผลตอบรับที่ดีมากโครงการหนึ่ง จากที่มูลนิธิฯเคยขาดแคลนหนังสือเสียง วันนี้โรงเรียนศรีวิกรม์ได้ใช้ห้องซาวน์แล็บ สำหรับสอนภาษาอังกฤษของเด็กประถม และมัธยมของโรงเรียน โดยในช่วงวันหยุด คุณครู นักเรียน ตลอดจนผู้ปกครองที่มีจิตสาธารณะ ได้เข้ามาร่วมอ่านหนังสือเสียง ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก และจัดต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้กำลังจะเปิดรับอาสาสมัครอ่านหนังสือเสียงในรุ่นที่ 3 แล้ว
ที่ผ่านมา โรงเรียนศรีวิกรม์ได้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมายผ่านทางเฟซบุ๊ค และเว็บไซต์ของโรงเรียน โดยเปิดเป็นกิจกรรมจิตสาธารณะที่จัดขึ้นโดยไม่ได้เป็นการบังคับ โดยมีบุคลากรที่ดูแลห้องซาวน์แล็บ ที่มีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์ และเทคนิคแปลงไฟล์เสียง และตัดต่อคอยให้บริการ
“คนไทยชอบทำบุญผ่านการบริจาคเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราเปิดโอกาสให้ได้ทำบุญด้วยตัวเอง มีส่วนร่วม จะช่วยสร้างค่านิยมต่อไปให้กับลูกหลาน”
ทยา บอกว่า ด้วยสถานที่ตั้งของโรงเรียนที่อยู่ติดรถไฟฟ้า ไปมาสะดวก ทำให้โรงเรียนศรีวิกรม์กลายเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทำหนังสือเสียงให้กับมูลนิธิคนตาบอด ซึ่งประสบควาสำเร็จเป็นอย่างมาก
วันนี้มีคนภายนอกจากโรงเรียนอื่น และจากต่างจังหวัด เดินทางมาร่วมกิจกรรมอ่านหนังสือเสียงในช่วงวันหยุด จากการบอกต่อ ซึ่งนับเป็น เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เพราะนอกจากมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯจะได้รับหนังสือเสียงแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้เด็ก หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ ได้ฝึกการอ่านและค่านิยมของ “ผู้ให้” ที่เป็นประโยชน์กับคนด้อยโอกาส
นอกจากนี้ นักเรียนโรงเรียนศรีวิกรม์ยังได้ร่วมทำโครงการกับเพื่อนบ้านในชุมชน และสำนักงานเขตคลองเตย เช่น กิจกรรมกวาดขยะในพื้นที่สาธารณะ กิจกรรมทำความสะอาดวัด ปลูกต้นไม้ ซึ่งมีเด็กสนใจเป็นจำนวนมาก จนต้องขยายโครงการให้ใหญ่ขึ้น ในส่วนของโครงการครอบครัวจิตอาสา เช่น สร้างฝ้ายกั้นน้ำ ปลูกป่าชายเลน ปล่อยปะการังเทียม เก็บขยะในคูคลอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำประโยชน์ให้แก่สังคมแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้วิถีชุมชนซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ในครอบครัว โดยมีโรงเรียนทำหน้าที่บริหารจัดการ
“การที่เด็กได้ออกไปเห็นโลกภายนอก ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และทำตัวให้เป็นประโยชน์ ทำให้เด็กได้รู้จักการ “ให้” มากกว่าการ “รับ” เพียงอย่างเดียว”
หลายกิจกรรมจัดขึ้นก็เพื่อสอนให้เด็กเรียนรู้ถึงการให้ เช่น กิจกรรมแบ่งบันของขวัญในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ให้กับเด็กที่ด้อยโอกาส โดยการนำของเล่น ที่ไม่เล่นแล้วแต่ยังมีสภาพดี ห่อใส่กล่องนำมาวางใต้ต้นคริสมาสต์ของเล่นสำหรับเด็กผู้ชายห่อสีฟ้า ของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิงห่อสีชมพู ก่อนที่นักเรียนจะนำกล่องของขวัญทั้งหมดไปบริจาคให้เด็กในชุมชน ซึ่งผลตอบรับจากโครงการดังกล่าว ปรากฎว่ามีของกล่องของขวัญถูกนำมาวางใต้ต้อนคริสมาสต์เป็นจำนวนมาก และเด็กๆในชุมชนก็รู้สึกดีใจที่ได้รับของขวัญ
เธอบอกว่า กิจกรรม CSR ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากความคิดของตัวเธอเอง และทีมงานที่จะมีการประชุมกันราว 2 ครั้งต่อเดือน ซึ่งผลของการประชุมหลายครั้งทำให้เกิดโครงการใหม่ๆที่เป็นประโยชน์กับชุมชน เช่น “โครงการยางยืดเพื่อสุขภาพ” ให้ผู้สูงวัยได้ออกกำลังกาย โดยนำหนังยางมาถักร้อยกับท่อพีวีซี เพื่อนำไปบริจาคให้กับผู้สูงอายุในชุมชน โดยกิจกรรมในโครงการนี้ทำให้คนภายนอกได้รู้จักโรงเรียนศรีวิกรม์ในแง่มุมของ CSR มากขึ้น
ทั้งนี้ นอกจากกิจกรรมภายนอกโรงเรียนแล้ว ยังมีโครงการพาเด็กจากมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก สภากาชาดไทย มาทำกิจกรรมที่โรงเรียน โดยจัดกลุ่มนักเรียนเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล ให้เด็กด้อยโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษกับครูชาวต่างชาติ เรียนคอมพิวเตอร์ ศิลปะ ทำให้เด็กรู้จักการให้ และจิตสำนึกการช่วยเหลือสังคม นับเป็นการสร้างความสุขได้โดยไม่มีอะไรที่ตอบแทนได้ดีไปกว่าความสุขใจ
“ถ้าเด็กมีความรู้สึกของการให้อยู่ในใจ โตมาจะมีภูมิคุ้มกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ทำอะไรทางลัด ดูถูกคน ไม่เห็นความสำคัญของคนที่ด้อยกว่าเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมาก กับการใช้ชีวิตในสังคมที่จะก่อให้เกิดคุณภาพได้จากเด็กในรุ่นปัจจุบัน”
ทั้งหลักสูตรโตไปไม่โกง โครงการ CSR ต่างๆ ที่โรงเรียนพยายามทำออกมา เธอมั่นใจว่าจะช่วยสร้างคน สร้างเด็กที่จะเป็นเยาวชน และประชาชนที่มีคุณภาพต่อไป
“ดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจที่โรงเรียนศรีวิกรม์เป็นโรงเรียนเล็กๆ แต่สามารถเป็นศูนย์รวมแบ่งบันการให้ และขยายผลไปยังบุคคลภายนอกรู้สึกอิ่มใจ และได้ผลตอบรับที่ดีตามไปด้วย”
วันนี้โรงเรียนศรีวิกรม์ ในฐานะต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่นได้ศึกษาดูงาน โดยไม่ปิดบัง โดยจะยังคงเดินหน้าช่วยเหลือสังคมผ่านกิจกรรม CSR และบูรณาการค่านิยม 12 ประการไปในการเรียนการสอนของโรงเรียนต่อไป
“วิชาการเน้น ค่านิยมต้องดี เด็กต้องอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข รู้จักการให้ และรู้จักการต่อต้านความคดโกง ความชั่วร้ายที่จะต้องเจอในอนาคต” เธอกล่าว และทิ้งท้ายว่า ถ้าสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กได้ตั้งแต่วันนี้ โตไปเด็กจะมีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถขยายผลไปยังลูกหลาน ช่วยให้ประเทศไทยเป็นสังคมมีความสุขมากขึ้น







