คาดการณ์กำไรปี 58 ลดลง 20% จากประมาณการครั้งก่อน
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- แจ้งกำไรปี 57 เติบโตสูงถึง 64% : กำไรปี 57 เท่ากับ 1,224 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 64% สูงสุดเป็นประวัติการณ์แม้ต่ำกว่าคาด 14% เนื่องจาก 1) รายได้เพิ่มขึ้น 15% 2) อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นเป็น 41.5% จาก 36% ในปี56 เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากโครงการ 185 ราชดำริที่มีมาร์จิ้นสูงมีสัดส่วนสูง ส่วนโครงการไซร์ วงศ์อมาตย์ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำเพิ่มเริ่มโอนมีสัดส่วนน้อย 3) ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 22% จากหนี้ลดลงเห็นได้จากอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดจาก 2.37 เท่า ณ ปลายปี 56 เหลือ 1 เท่า ณ ปลายปี 57
- คาดการณ์กำไรปี 58 ลดลง 20% จากประมาณการครั้งก่อน : รายได้หลักในปีนี้มาจากการโอนโครงการ 185 ราชดำริต่อเนื่องจากปี 57 ที่โอนไปแล้ว 60% โดยมี backlog ที่จะโอนในปี 58 จำนวน 3,323 ล้านบาท และโครงการไซร์ วงศ์อมาตย์เพิ่งโอนไป 6% มี backlog จำนวน 2,412 ล้านบาท นอกจากนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายน่าจะเริ่มโอนโครงการยูนิกซ์ที่พัทยาและเดอะลอฟท์ เอกมัยได้บางส่วน ทั้งสองโครงการมีมาร์จิ้นราว 30-33% จากการที่สัดส่วนรายได้จากโครงการมาร์จิ้นสูงลดลงขณะที่สัดส่วนรายได้จากโครงการมาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้นทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าปี 57 บนสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่ 37% คาดการณ์กำไรสุทธิปี 58 ราว 1.15 พันล้านบาท ลดลง 6% โดยลดลง 20% จากประมาณการครั้งก่อนที่ราว 1.4 พันล้านบาท
- โครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จยังมีไม่มากกระทบความไม่สม่ำเสมอของรายได้ : ยอดขายรอโอน (backlog) ปลายปี 57 เท่ากับ 9,705 ล้านบาทคาดจะโอนในปี 58 ราว 67% เหลืออีก 33% หรือราว 3 พันล้านบาทเศษจะยกไปโอนในปี 59 โดยมีสินค้าเหลือขายมีมูลค่า 6,280 ล้านบาท ขณะที่แผนเปิดโครงการใหม่ที่ชัดเจนมีเพียง 1 โครงการราว Q2/58 ได้แก่ Mews เย็นอากาศมูลค่ารวม 670 ล้านบาทซึ่งกำหนดสร้างเสร็จและโอนในปี 59 ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยโครงการใหม่ใดๆอีกซึ่งหากไม่มีเพิ่มเติมจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของผลประกอบการในปี 59
- ปรับคำแนะนำจาก“ซื้อเก็งกำไร” เป็น “ถือ” ปรับลดราคาเหมาะสมเหลือ2.24 บาท : RML ได้ผ่านช่วงเวลาจากการ Turnaround ไปแล้ว อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจนล้างขาดทุนสะสมได้หมดทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเนื่องจากบริษัทยังมีความต้องการเงินลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต บริษัทมี 3 ทางเลือกคือ จ่ายเป็นเงินสด (เป็นไปได้น้อยที่สุดเพราะบริษัทต้องการใช้เงินซื้อที่ดินพัฒนาโครงการในอนาคต คาดเงินปันผลราว 0.05 บาทต่อหุ้น payout ratio 15% จากนโยบายจ่ายเงินผลไม่เกิน 50% yield 3%) จ่ายเป็นหุ้นปันผล (เป็นไปได้มากแต่มีปัญหา dilution effect ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นลดลง) และแจก warrant (เป็นไปได้มากเพราะ W3 ใกล้หมดอายุ) ทั้งนี้บริษัทจะประชุม 14 มี.ค.เปิดเผยข้อมูล 16 มี.ค. ประมาณการกำไรใหม่ทำให้ราคาเหมาะสมซึ่งอิง Prospect PER ที่ระดับ 7 เท่าอยู่ที่ 2.24 บาทลดจากเดิม 2.80 บาท ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำจาก “ซื้อเก็งกำไร” เป็น “ถือ”






