วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

DTAC - เก็งกำไร

ความกังวลเรื่องความสามารถในการแข่งขันจะยังคงกดดันราคาหุ้น

ประเด็น

- ราคาหุ้น DTAC ได้ปรับลดลง 3.2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงไปแล้ว 11.9% หลังประกาศผลประกอบการปี 57 (11 ก.พ. 58 – 6 มี.ค. 58) ซึ่งถือว่าลดลงแรงกว่าภาพรวมของกลุ่ม (ดัชนีกลุ่ม ICTในช่วงเดียวกัน ปรับลงราว 3.6%)

ผลกระทบ / ความเห็น

- งบลงทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งเป็นประเด็นที่ตลาดกังวล เรามองว่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงต่อเนื่อง เป็นผลมาจาก1) กำไร 4Q57 ที่ออกมาน่าผิดหวัง โดยมีกำไรสุทธิลดลง 2% QoQ และ -27% YoY ขณะที่คู่แข่งอย่าง ADVANC และ TRUE ต่างมีผลประกอบการที่ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน อีกทั้งส่วนแบ่งการตลาดฐานลูกค้าลดลงจาก 30% ในปี 56 เหลือ 29% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทลงขยายสถานีฐาน 3จี น้อยกว่าคู่แข่ง จึงรองรับความต้องการใช้งานบริการที่ไม่ใช่เสียง (non voice) ได้ต่ำกว่า
และ 2) ตลาดยังมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของกำไรในปี 58 หลัง DTAC ประกาศเป้าหมายปี 58 ที่จะใช้งบลงทุนราว 1.4 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายสถานีฐาน (ภายใต้สมมติฐานว่าสามารถตกลงใช้โครงข่ายร่วมกับผู้ประกอบการรายอื่นได้) เพราะการใช้โครงข่ายร่วมกัน น่าจะทำได้ยาก และหากบริษัทจะลงทุนเพียง 1.4 ล้านบาท จะถือว่าต่ำกว่าคู่แข่งมากเพราะ ADVANC ได้ตั้งงบลงทุนไว้ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ TRUE ตั้งงบไว้ 1.8 หมื่นล้านบาท (เฉพาะธุรกิจโทรศัพท์มือถือ) ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของ DTAC มีแนวโน้มที่จะด้อยกว่าคู่แข่งต่อไป

- รอดูนโยบายของผู้บริหารคนใหม่ จากการสอบถามกับบริษัทซึ่งแจ้งว่าพร้อมที่จะปรับงบลงทุนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างไรก็ดีเรามองว่าหากจะมีการปรับแผนลงทุน น่าจะเกิดขึ้นหลังเดือน เม.ย. 58 เพราะ DTAC ได้ประกาศว่าจะมีการแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ แทนนายซิคเว่ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรักษาการ CEO ในช่วงดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องรอดูว่า CEO คนใหม่จะมีนโยบายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ทั้งเรื่องการขยายสถานีฐาน และการใช้งบลงทุน

คำแนะนำ / เหตุผล

- คงคำแนะนำ“เก็งกำไร” แม้ DTAC จะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีในรูปเงินปันผล อีกทั้งราคาหุ้นได้ปรับลดลงสะท้อนปัจจัยลบไปค่อนข้างมากแล้ว แต่เรามองว่ากำไรในปี 58 ของบริษัทจะโตเพียง 3% YoY เพราะยังมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่คาดว่ายังต้องใช้ในระดับสูงต่อไป เพื่อแย่งชิงฐานลูกค้ากลับมาจากคู่แข่ง ซึ่งน่าจะเห็นผลชัดเจนได้ตั้งแต่ 2Q58 เป็นต้นไป ว่าบริษัทจะสามารถดึงส่วนแบ่งการตลาดฐานลูกค้ากลับมาได้หรือไม่ และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยหากไม่สามารถทำได้ถือเป็นความเสี่ยงที่จะอาจจะทำให้กำไรปี 58 มีโอกาสจะต่ำกว่าที่เราคาดไว้อีก