ชูเป้ายึดคืนตลาดข้าวฮ่องกง "ฉัตรชัย" ลั่นราคาแข่งได้คู่คุณภาพ
สถิติการส่งออกข้าวของไทยเพิ่มอย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ราคาปรับเข้าสู่ระบบกลไกตลาด เมื่อรัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่เข้าแทรกแซงราคา ผ่านโครงการทั้งรับจำนำข้าวและประกันราคา แต่จะใช้แนวทางการดูแลราคาข้าว ผ่านการควบคุมซับพลายที่จะเข้าสู่ตลาดให้เหมาะสมแทน จึงกล่าวได้ว่าขณะนี้ราคาข้าวของไทยกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวไปหลายแห่ง สาเหตุสำคัญมาจากราคาข้าวของไทยปรับตัวสูงขึ้น จนตลาดหันไปนำเข้าจากคู่แข่งแทน ทำให้ยุทธศาสตร์จากนี้ ไทยจะต้องเร่งเดินหน้าชิงส่วนแบ่งตลาดคืนเริ่มที่ตลาดฮ่องกง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความล้มเหลว การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าไทยกำลังจะได้ส่วนแบ่งคืนมา
“ก่อนหน้านี้ ฮ่องกงนำเข้าข้าวจากไทยคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 90% จากปริมาณรวมเกือบ 3 แสนตัน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาข้าวของไทยทำให้ฮ่องกงนำเข้าลดลง ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดไป ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่งตลาดฮ่องกงเพียง 30% แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยจากนี้ส่วนแบ่งตลาดไทยจะลดลงเรื่อยๆ เพราะตลาดเริ่มคุ้นเคยสินค้าจากประเทศคู่แข่งแล้ว” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
สำหรับแนวทางการทำงานเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดข้าว คือ การลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างผู้ประกอบการนำเข้าข้าวของฮ่องกงจำนวน 6 บริษัทกับผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อแสดงความจำนงที่จะนำเข้าข้าวจากไทยปริมาณรวม 1 แสนตัน ในช่วงปีนี้
ขณะที่รัฐบาลไทยโดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้มอบรางวัลผู้นำเข้าที่เป็นมิตรกับไทย หลังนำเข้าข้าวจากไทยมาอย่างต่อเนื่องนาน 60 ปี จำนวน 7 รางวัลสำหรับ 7 บริษัท เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ร่วมกันและปูทางนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคตเพื่อขยายตลาดข้าวของไทยกลับมา
ทั้งนี้ ในการหารือกับสมาคมผู้นำเข้าและส่งออกข้าวฮ่องกง สมาคมผู้ค้าข้าวฮ่องกง และ สมาคมผู้จำหน่ายข้าวฮ่องกง ได้ยืนยันว่าจากนี้ไปข้าวของไทยจะมีเสถียรภาพทั้งราคาและคุณภาพ
ไม่เพียงตลาดฮ่องกงที่ส่วนแบ่งไทยสูญเสียไป แต่ตลาดข้าวสำคัญอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ ก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่และรายเก่าที่จะเข้ามาชิงส่วนแบ่งไป
“เราเจอทั้งการเสียส่วนแบ่งตลาดและการแข่งขันจากคู่แข่งหน้าเก่าและใหม่ ทำให้การส่งออกข้าวเผชิญความยากลำบาก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ จะสนับสนุนเอกชนให้ไปหาลูกค้า พร้อมการใช้กลไกภาครัฐขจัดอุปสรรคและเสริมความแข็งแกร่งให้เอกชนหาตลาดใหม่ๆ” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
เป้าหมายการทำตลาดจากนี้ไป ได้แก่ สิงคโปร์ ชนิดข้าวหอมมะลิ เมื่อปี 2557 ส่งออกปริมาณ 162,577 ตัน เป้าหมายการส่งออกปี 2558 อยู่ที่ 180,000 ตัน ตลาดญี่ปุ่น ข้าวขาว ข้าวเหนียว ปัจจุบันส่งออก 336,893 ตัน เป้าหมาย 350,000 ตัน ตลาดแอฟริกาใต้ ข้าวนึ่ง ปัจจุบันส่งออก 535,645 ตัน เป้าหมาย 600,000 ตัน
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในฮ่องกงเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 60% ในปี 2558 ได้ ต้องมีการทำโปรโมชั่นร่วมกัน รวมถึงการให้ความรู้ผู้บริโภคในตลาดเพื่อให้ตลาดกลับมานิยมบริโภคข้าวไทย ซึ่งจะต้องย้ำถึงความแตกต่างด้านคุณภาพของข้าวไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่งในราคาที่เหมาะสม
นายเคเนต เชน ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท KUI FAT YUEN LIMITED เอกชนผู้นำเข้าข้าวจากไทย กล่าวว่า ปกติบริษัทนำเข้าข้าวจากไทยเฉลี่ยปีละ 20,000 ตัน จากปริมาณความต้องการตลาดทั้งหมดประมาณ 300,000 ตัน เป็นการนำเข้าจากไทยเฉลี่ยปีละ 150,000 ตัน ซึ่งเป็นสถิติล่าสุดเมื่อปี 2556 ส่วนปีนี้คาดว่าจะนำเข้าประมาณ 180,000 ตัน
ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวของไทยปัจจุบันมีส่วนต่างเฉลี่ยที่ตันละ 40 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถแข่งขันได้ จากก่อนหน้านี้ ที่มีส่วนต่างสูงมาก อย่างไรก็ตาม ข้าวหอมมะลิจากไทยมีความเป็นพรีเมียมที่ไม่มีคู่แข่งในตลาดฮ่องกงแต่ไม่ควรให้ราคาสูงเกินไป หรือมากกว่า ตันละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะตลาดจะผันตัวเองไปบริโภคข้าวหอมปทุมธานีแทน
“ปัญหาอุปสรรคการค้าข้าวไทยในฮ่องกง ที่สำคัญคือนโยบายของรัฐบาลไทย ตอนนี้เราก็คอยฟังว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายเหมือนช่วงที่ผ่านมาๆหรือไม่ ที่พยายามดันราคาข้าวให้สูงขึ้นมากๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยเองเสียส่วนแบ่งตลาด เพราะแม้ฮ่องกงจะชอบข้าวที่มีคุณภาพจากไทยแต่หากราคาสูงเกินไปตลาดก็พร้อมปรับตัวได้เช่นกัน ส่วนแผนที่จะดึงส่วนแบ่งตลาดคืนในปีนี้จาก 30% มาที่ 60% นั้นผมคิดว่าเป็นไปได้ เพราะตอนนี้ถือว่าราคาแข่งขันได้” นายเชน กล่าว
ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ช่วงปี 2554-2556 ฮ่องกงนำเข้าข้าวจากไทยเฉลี่ยปีละ 337,500 ตัน มูลค่า 9,700 ล้านบาท แหล่งนำเข้าที่สำคัญได้แก่ ไทย สัดส่วน 52% เวียดนาม 34% จีน 8% ออสเตรเลีย 2% ปากีสถาน 1% สหรัฐ 1% โดยกลุ่มลูกค้าในตลาดนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ ร้านอาหารและโรงแรม (Catering market) เป็นตลาดหลักของข้าวหอมปทุมธานี รองลงนามคือข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งปัจจุบันไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมปทุมธานีให้กับข้าวหอมของเวียดนามค่อนข้างมาก เนื่องจากมีราคาถูกกว่าแต่คุณภาพไม่ต่างกัน และกลุ่มซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นช่องทางหลักของข้าวหอมมะลิ









