วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุนไทยไปนอก1.58หมื่นล้านดอลล์

"บีโอไอ" ชี้ยอดลงทุนต่างประเทศปี 57 พร้อมแนะลงทุนคาซัคสถาน-ศรีลังกา-บังกลาเทศ

"บีโอไอ" ระบุ ยอดลงทุนไทยในต่างประเทศปี 57 มูลค่า 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์ลดลง 6.9% เปิดผลศึกษาตลาดใหม่ “คาซัคสถาน-ศรีลังกา-บังกลาเทศ-ปากีสถาน” โอกาสลงทุนเพียบ


นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ ว่า บีโอไอมีแผนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยประเทศเป้าหมายหลักจะเป็นเพื่อนบ้านในอาเซียน เอเชียใต้ และแอฟริกา เป็นต้น


โดยในปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ออกไปลงทุนในต่างประเทศมีมูลค่า 15,840.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าปี 2556 ที่มีมูลค่า 17,016.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลง 6.9% ซึ่งสาเหตุที่มูลค่าลดลง เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ของไทยได้ออกไปลงทุนต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่แล้ว และในขณะนี้กลุ่มบริษัทขนาดกลางก็เริ่มทยอยออกไปลงทุน เพื่อผลิตสินค้าป้อนให้กับบริษัทขนาดใหญ่ รวมทั้งเข้าไปเจาะตลาดผู้บริโภคในต่างประเทศ จึงทำให้มีเม็ดเงินลงทุนลดลง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เริ่มขยายฐานการลงทุนออกไปยังต่างประเทศ


ทั้งนี้ เพื่อให้การออกไปลงทุนมีความชัดเจน และลดความเสี่ยง บีโอไอ จึงได้ลงไปศึกษาเชิงลึกในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศคาซัคสถาน ,ศรีลังกา ,บังกลาเทศ และปากีสถาน โดยได้รวบรวมข้อมูลขั้นตอนและระเบียบการลงทุน เพื่อให้นักลงทุนไทยได้ข้อมูลพื้นฐานทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนขั้นตอนการทำธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถ และลดความเสี่ยงในการออกไปลงทุน


“เหตุผลที่เลือก 4 ประเทศนี้ เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่ตลาดกำลังขยายตัวและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5% นอกจากนั้นยังเป็นกลุ่มประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ แรงงาน และสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ได้รับจากประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงเหมาะที่นักลงทุนไทยจะออกไปสร้างเครือข่ายการลงทุนเพิ่มเติม” นายโชคดี กล่าว


สำหรับผลการศึกษา พบว่าประเทศคาซัคสถานมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งแหล่งน้ำมันดิบ โครเมียม เหล็ก ทองแดง และยูเรเนียม โดยอุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยควรเข้าไปลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูป การเลี้ยงสัตว์ แปรรูปข้าวสาลี ผลิตภัณฑ์หนัง รวมทั้งอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยควรเข้าไปลงทุน


ส่วนประเทศศรีลังกา ต้องการให้ไทยเข้าไปลงทุนมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เนื่องจากมีความต้องการภายในประเทศสูง มีผลผลิตการเกษตรที่เหลือทิ้งกว่า 30% เพราะว่าไม่มีโรงงานแปรรูป รวมทั้งยังสามารถเป็นฐานการผลิตอาหารเพื่อป้อนให้กับประเทศข้างเคียง นอกจากนี้จะเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ อัญมณี เครื่องประดับ ซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมยาง ยาและเวชภัณฑ์


ส่วนบังกลาเทศ มีประชากรที่มากถึง 160 ล้านคนทำให้มีความต้องการซื้อสูง ประกอบกับค่าแรงงานที่ต่ำประมาณ 2,300 บาทต่อเดือน จึงเหมาะที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก อุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยควรเข้าไปลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ตสปา และธุรกิจประเภทการดูแลสุขภาพ


ขณะที่ประเทศปากีสถาน เป็นตลาดขนาดใหญ่มีประชากรถึง 180 ล้านคน และเป็นประตูการค้าไทยไปสู่ประเทศอัฟกานิสถาน เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง อุตสาหกรรมที่เหมาะขยายการลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เพราะปากีสถานเป็นแหล่งแร่ที่มีคุณภาพดี เช่น ทับทิบ แซฟไฟร์ มรกตโกเมน และควอตซ์