วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดแผนบริหารเศรษฐกิจ สศช.หวังดันจีดีพีปีนี้โต3.5-4%

ผลักดันภาคส่งออกให้เติบโตเต็มศักยภาพ โดยมีเป้าหมายให้การส่งออกขยายตัว "ไม่ต่ำกว่า 4%"

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงสภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4/2557 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี2558 วันนี้ (16ก.พ.) พร้อมเสนอ 4 ประเด็นการบริหารเศรษฐกิจในปี2558 ให้กับรัฐบาลเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวในกรอบ 3.5- 4 % ตามเป้าหมาย หลังจากในปี 2557 จีดีพีไทยขยายตัวได้ "ไม่ถึง 1%" ลดลงจากเดิมที่ สศช.คาดการณ์ว่าจะ"ขยายตัวได้1%" โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.เสนอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนของรัฐบาลให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำวงเงิน 2.125 ล้านล้านบาท งบประมาณในการลงทุน 4.49 แสนล้านบาท งบประมาณที่กันไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีงบประมาณ 3.42 แสนล้านบาทที่มีเป้าหมายในการเบิกจ่าย 98% ,80% และ 85% ตามลำดับ


รวมทั้งเร่งรัดการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการและแผนงานด้านเศรษฐกิจที่สำคัญๆภายใต้แผนปฏิบัติราชการปี 2558 เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบกลางฯ และงบไทยเข้มแข็ง 2.3 หมื่นล้านบาทที่เพิ่งเบิกจ่ายได้ 11%จากเป้าหมาย 90% เป็นต้น


2.ดูแลเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลที่ตกต่ำ ควบคู่ไปกับการดูแลต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้ปรับลดลงสอดคล้องกับราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตรและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ลดลง โดยเฉพาะ "ราคาปุ๋ย-เคมีภัณฑ์และเครื่องจักรกลทางการเกษตร" รวมทั้งผลักดันการแก้ปัญหาภัยแล้งและการจ้างงานตามงบประมาณบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน


3.ผลักดันภาคส่งออกให้เติบโตเต็มศักยภาพ โดยมีเป้าหมายให้การส่งออกขยายตัว "ไม่ต่ำกว่า 4%" โดยเน้นการส่งเสริมการค้าชายแดน การสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ปรับลดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นมาตรการภาษี และมิใช่ภาษี ภายใต้กรอบข้อตกลงประชาคมอาเซียน (เออีซี) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม เร่งรัดเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญ ๆ ในปี 2558 พร้อมกำหนดเป้าหมายและจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกเชิงรุกทั้งรายสินค้าและการเปิดตลาดใหม่


4.การดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยจับตาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) การใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของสหภาพยุโรป (QE) และประเทศอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจของไทย


......................


"จีน" ตัวแปรฉุดส่งออกไทย

นายสันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ของศูนย์ศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจนิด้า มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2558 จะสามารถขยายตัวได้ถึง 4 - 4.3% โดยมีรายจ่ายจากการลงทุนของภาครัฐและการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ควบคู่กับภาคการส่งออกซึ่งคาดว่าใน "ครึ่งปีหลัง" ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงจากในปัจจุบันโดยเคลื่อนไหวอยู่ที่ราคาเฉลี่ย 34.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากจะมีปัจจัยปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และผลกระทบจากการใช้มาตรการสภาพคล่องทางการเงิน ทั้งในยุโรปและเอเชีย ซึ่งค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทยที่อยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังจาก 2 ปีที่ผ่านมามีปัญหาการส่งออกที่ต่ำกว่าเป้าหมายโดยตลอด


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องระมัดระวังในเรื่องของการส่งออก คือ สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจีน เนื่องจากในปีนี้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนอาจเติบโตลดลงจากปี 2557 ที่ขยายตัวประมาณ 7.3% เหลือขยายตัวได้เพียง 6%เศษๆในปี 2558 ซึ่งการขยายตัวที่ลดลงของเศรษฐกิจจีนอาจจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากผู้ประกอบการของจีนอาจใช้มาตรการลดราคาสินค้าส่งออกเพื่อรักษายอดขายและส่วนแบ่งทางตลาดทำให้สินค้าที่ผู้ประกอบการไทยส่งออกแข่งกับจีน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร จะต้องเผชิญภาวะแข่งขันสูงขึ้นซึ่งตลาดส่งออกสินค้าไปยังจนกระทบกับผู้ส่งออกไทยสูงกว่าตลาดในยุโรปที่มีปัจจัยเรื่องการตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) และค่าเงินยูโรที่ผันผวน


“เศรษฐกิจจีนมีปัญหาในเชิงโครงสร้างมาระยะหนึ่ง คือ มีเรื่องของกำลังผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และสินค้าคงคลังเหลือเป็นจำนวนมาก จนมีคนบอกว่าอุตสาหกรรมในจีนสามารถหยุดการผลิตได้ 2 ปีโดยไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมก็ยังไม่ถึงระดับ 80% ที่จะทำให้เกิดการลงทุนใหม่เศรษฐกิจจึงขยายตัวลดลง ขณะที่มีปัญหาเรื่องค่าแรงที่แพงขึ้น รวมทั้งมีสัญญาณของการเกิดฟองสบู่เหมือนกับก่อนวิกฤตเศรษฐกิจเศรษฐกิจปี 2540 ในประเทศไทย” นายสันติ กล่าว


โดยในปี 2558 เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อยู่ใน "ระดับต่ำ" ซึ่งเป็นผลดีต่อการลงทุนของภาคเอกชนซึ่งแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก มีความผันผวนเป็นระยะแต่ภายในปีนี้จะเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ในกรอบ 40 - 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นเป็นการดีดตัวขึ้นระยะสั้น ส่วนการเก็งกำไรของเฮดฟันจ์ยังไม่สามารถทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นได้ในระยะยาวเพราะขณะนี้ซัพพลายน้ำมันยังล้นเกินจากความต้องการใช้อยู่และต้องใช้ระยะเวลาในการปรับสมดุลอีกระยะหนึ่ง


ส่วนการบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายของประชาชนไม่ได้แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากนัก เนื่องจากประชาชนยังมีหนี้ภาคครัวเรือนในอัตราสูง การใช้จ่ายที่มากหรือการก่อหนี้ใหม่ทำได้ยากขณะที่การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมที่มีการขอการส่งเสริมการลงทุนจะเป็นการทยอยลงทุนโดยการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ขึ้นกับความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศในระยะ 3-5 ปีต่อจากนี้ด้วย