ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังพยายามขโมยการเติบโตของชาติอื่นตามกันไปทีละรายๆ ด้วยการลดค่าเงินของตัวเองเป็นอันดับแรก
การประกาศลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 0% และประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินฝืดนั้น ทำให้สวีเดนกลายเป็นประเทศล่าสุดที่กระโดดเข้าร่วมใน "สงครามค่าเงิน" ของยุโรปที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ธนาคารกลางสวีเดน หรือ ริคส์แบงก์ สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 ก.พ.) ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยกู้ยืมลงมาอยู่ที่ -0.1% พร้อมเปิดเผยถึงแผนการเข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาดเป็นครั้งแรก ทั้งยังให้คำมั่นถึงการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อหยุดยั้งเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ตกลงไปอยู่ในกับดักเงินฝืด โดยอธิบายถึงการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็นการป้องกันล่วงหน้า เพราะมองเห็นความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น
นางเจเน็ต เฮนรี นักวิเคราะห์จากธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า มาตรการต่างๆ ของริคส์แบงก์ แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความต้องการที่จะให้เงินโครนสวีเดน สกุลเงินหลักของประเทศอ่อนค่าลง และเป็นการเคลื่อนไหวล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงการทำสงครามค่าเงินโลกที่ช่วยแก้ปัญหาความต้องการโลกที่ซบเซาอย่างหนักได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
การเคลื่อนไหวของสวีเดนยังเกิดขึ้นหลังจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง "เดนมาร์ก" ได้ดำเนินมาตรการที่รุกกร้าวมากกว่านั้น ในการสกัดเงินที่ไหลบ่าเข้ามาลงทุนในค่าเงินของตัวเองที่มีการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไว้กับยูโร และคุมเข้มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะเงินฝืดขึ้นมา
ในช่วงเวลาเพียงเดือนเดียว เดนมาร์กลดดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง กระทั่งลงมาอยู่ที่ -0.75% เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินมาตรการคิวอีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่จะเกิดขึ้นในเดือน มี.ค.นี้ ทั้งยังดำเนินมาตรการที่ไม่คาดฝันด้วยการระงับการออกพันธบัตรรัฐบาลทุกประเภท
นายเยนส์ นอร์ดวิก นักวิเคราะห์จากโนมูระ ซิเคียวริตีส์ ระบุว่า ในปีนี้ธนาคารกลางเดนมาร์กใช้เงินไปแล้ว 32,000 ล้านยูโร หรือเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพื่อแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในความพยายามปกป้องค่าเงินของตัวเองที่ผูกติดไว้กับเงินยูโร
"เรื่องนี้ถือเป็นการสะสมเงินสำรองในอัตราที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของธนาคารกลางเดนมาร์กเลยทีเดียว และยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อเงินโครนเดนมาร์ก และการต่อสู้อย่างหนักหน่วงต่อการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้"
ขณะที่ นายสตีน จาคอบเซน นักวิเคราะห์จากธนาคารแซ็กโซ ชี้ว่า เดนมาร์กยกเลิกนโยบายการตรึงค่าเงินไม่ได้ เพราะจะเป็นอันตรายอย่างมาก เนื่องจากระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญของประเทศมีการลงทุนอย่างหนักในพันธบัตรและสินทรัพย์สกุลเงินยูโร
ที่ผ่านมาผลกระทบจากแผนการทำคิวอีในยุโรปได้ทำให้ปราการป้องกันสกุลเงินของสวิตเซอร์แลนด์แตกออกเป็นเสี่ยงๆ จนทำให้เงินฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับเงินเยน และกลายเป็นภัยคุกคามที่จะทำลายกำแพงป้องกันสุดท้ายสำหรับผู้ส่งออกสวิตเซอร์แลนด์ที่กำลังประสบปัญหามากมายอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ความวุ่นวายด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในยุโรปเกิดขึ้นสอดคล้องกับปัญหาที่มหาอำนาจเศรษฐกิจในเอเชียกำลังเผชิญอยู่ โดยการผ่อนคลายนโยบายการเงินครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น ประกอบกับการที่รัฐบาลโตเกียวไม่ได้พยายามทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น เป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของจีนนั่งกันไม่ติด
จีนดำเนินนโยบายค่าเงินด้วยวิธีการที่เรียกว่า "ลอยตัวแบบบริหารจัดการ" โดยผูกติดไว้กับเงินดอลลาร์ของสหรัฐ ซึ่งการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย เพราะความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มเพิ่มความเข้มงวดในนโยบายการเงินนั้น ดึงให้เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าไปในสหรัฐ ถือเป็นการย้อนรอยความตึงตัวที่เคยทำให้เอเชียตะวันออกตกอยู่ในภาวะวิกฤติการเงินเมื่อปี 2541
สถานการณ์ดังกล่าว ประกอบกับปัญหาอันซับซ้อนที่จีนกำลังเผชิญอยู่ในประเทศ รวมถึงค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นมา 50% เมื่อเทียบกับเงินเยน นับตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นมา ทำให้เกิดความกังวลกันมากขึ้นว่าจีนอาจตัดสินใจปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างหนักเพื่อปกป้องฐานการส่งออกของตัวเอง และป้องกันความเป็นไปได้ที่ค่าเงินหยวนจะดิ่งลงอย่างหนัก ซึ่งหากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงก็อาจทำให้เกิดภาวะเงินฝืดอย่างกะทันหันขึ้นทั่วโลก เมื่อพิจารณาจากขนาดความสามารถที่มีอยู่อย่างท่วมท้นของแดนมังกร
นายมาโนช ปราธาน นักเศรษฐศาสตร์โลก จากมอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐ แสดงความเห็นว่า โลกกำลังถูก "ปีศาจร้ายแห่งทศวรรษ 30" กลับมาเยือนอีกครั้ง จากที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังพยายามขโมยการเติบโตของประเทศอื่นตามกันไปทีละรายๆ ด้วยการลดค่าเงินของตัวเองเป็นอันดับแรก โดยบทเรียนที่เกิดขึ้นจากในช่วงทศวรรษ 30 คือ ฝ่ายที่ทำแบบนี้ก่อนจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากความเสียหายของฝ่ายที่รอเวลานานเกินไป
อย่างไรก็ดี นายปราธาน ชี้ว่า การกระทำเช่นนี้กำลังเป็นเรื่องที่ลำบากมากขึ้นในการที่จะสร้างความได้เปรียบต่อประเทศอื่นๆ เนื่องจากทุกประเทศทำแบบเดียวกัน
ทางด้าน นายสตีเฟน ลูอิส จากบริษัทหลักทรัพย์โมนูเมนท์ ซิเคียวริตีส์ กล่าวว่า ภัยคุกคามหลักจากการสงครามค่าเงินโลกเช่นนี้อยู่ตรงที่ว่า จะทำให้บรรดาธนาคารกลางรายใหญ่ๆ ของโลกตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินแบบสุดโต่ง แบบไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา ซึ่งจะทำลายกระบวนการของตลาดการเงิน





