คาด 4Q14 ขาดทุน 2.74 หมื่นล้านบาท
คาด 4Q14 ขาดทุน 2.74 หมื่นล้านบาท : รายได้อ่อนตัวลงเล็กน้อยเนื่องจากราคาขายน้ำมันในประเทศปรับตัวลงตามราคาน้ำมันดิบ แม้ว่ายอดขายของปั๊มน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้น 269 ล้านลิตรจาก 3Q14 ขณะที่ยอดขายส่งน้ำมันยังทรงตัว แต่กำไรต่อลิตรปรับตัวลงจาก 3Q14 เหลือ 0.66 และ 0.06 บาทต่อลิตรตามลำดับ
สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติยอดขายทรงตัวที่ 4,800 MMFCFD ใกล้เคียงกับ 3Q14 โดย PTT ได้รับผลบวกจากการปรับขึ้นราคา NGV ในเดือนต.ค. และ ธ.ค.2557 ครั้งละ 1 บาทต่อกก. เป็น 12.50 บาทต่อกก.ในรถยนต์ส่วนตัว
ขณะที่ราคา NGV ของรถสาธารณะอยู่ที่ 9.50 บาทต่อกก. สำหรับธุรกิจโรงแยกก๊าซยอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่กำไรเริ่มอ่อนตัวหลังราคา HDPE ลดลงจาก 3Q14 156 ดอลลาร์ต่อตันสู่ราคา 1,448 ดอลลาร์ต่อตันตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้คาดว่า PTT จะรายงานกำไรจาก 3 ธุรกิจประมาณ 5,164 ล้านบาท เมื่อรวมส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทในเครือและ PTTEP ประมาณ 24,058 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายพิเศษอีกประมาณ 9.2 พันล้าน ทำให้ PTT จะมีขาดทุนสุทธิ 4Q14 อยู่ที่ 27,425 ล้านบาท ลดลง 211% QoQ และลดลง 278% YoY ส่งผลให้กำไรสำหรับปี 2557 อยู่ที่ 55,359 ล้านบาท ลดลง 41% YoY
มีส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทในเครือและ PTTEP 8.1 พันล้านและ 1.59 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ : คาดว่าจะมีการรับส่วนแบ่งขาดทุนใน 4Q14 จากบริษัท TOP PTTGC IRPC และ BCP รวม 8,146 ล้านบาท โดยผลขาดทุนส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงทำให้มีขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีส่วนขาดทุนของ PTTEP อีก 15,940 ล้านบาททำให้คาดว่า 4Q14 0tมีส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทในเครือและ PTTEP รวม 24,086 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายพิเศษ 9.2 พันล้านบาท : มี 5 รายการ 1-2. ตั้งด้อยค่าของสินทรัพย์ในบริษัทย่อย PTTGE (ธุรกิจสวนปาล์มที่อินโดนีเซีย) และ PTTRB (ปั๊ม Jet และ Jiffy เดิม) 2,800 และ 340 ล้านบาทตามลำดับ 3. ตั้งด้อยค่ารถขนส่ง NGV จำนวน 660 ล้านบาท 4. ตั้งค่าหนี้สงสัยจะสูญของบมจ. อาร์พีซีจี (RPC) จำนวน 1,500 ล้านบาท 5. ค่าใช้จ่ายเพิ่มให้แก่พม่าในการซื้อก๊าซธรรมชาติเนื่องจากราคาที่ใช้ต่ำกว่าความเป็นจริง 3,900 ล้านบาท รวมมีค่าใช้จ่ายพิเศษใน 4Q14 จำนวน 9,200 ล้านบาท
คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 400 บาท : ในปี 2558 แม้ว่า PTT จะได้รับผลลบจาก PTTEP จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง แต่ด้วยนโยบายพลังงานของรัฐบาลที่มีแนวโน้มจะปรับราคาขาย NGV และ LPG ให้สะท้อนราคาตลาดโลกมากขึ้นซึ่งมีโอกาสปรับขึ้นอีก 2-3 บาทจากราคาในปัจจุบันที่ 13 บาทต่อกก.(เดือนม.ค.58 กบง.มีมติให้ปรับขึ้นราคา NGV อีก 0.50 บาทต่อกก.ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะ) ส่งผลให้ PTT ลดขาดทุนได้ประมาณ 3,200 ล้านบาทต่อการขึ้นราคา NGV 1 บาทต่อกก. อีกทั้งราคาน้ำมันที่เริ่มทรงตัวที่ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทำให้บริษัทในเครือมีผลขาดทุนสต็อกน้ำมันลดลง
ฝ่ายวิจัยคาดว่า PTT จะรายงานกำไรสุทธิราว 74,557 ล้านบาทเติบโต 34% YoY ซึ่งยังไม่รวมการขายหุ้น BCP และการนำบริษัท SPRC และ GPSC เข้าจดทะเบียนในประมาณการ (สมมติฐานราคาน้ำมัน 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี PBV โดยอิง Prospective PBV ที่ 1.45 เท่า คาดการณ์ Book Value per Share 276 บาทได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 400 บาทสำหรับปี 2558 ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุด แนะนำ “ซื้อ”






