เข้าไปอย่างเซอร์ แต่เดินออกจากร้านมาอย่าง'เนี้ยบ' นี่คือภาพจำที่ทำให้หลายคนนึกถึง “Silvercut”ร้านตัดผมสไตล์วินเทจที่แจ้งเกิดอยู่ในตลาดนัด
เปิดร้านมาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่รายชื่อ “จองคิว” ยาวเหยียด ไม่ต่างจากคิวรอกินบุฟเฟต์ชาบู
ตลาดนัดอย่างกว้าง แต่พิกัดร้านอยู่ที่ไหน หาไม่ยาก คนมุงตรงไหนเยอะสุด นั่นแหล่ะ "อาณาจักร" ของพวกเขา
นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร ไม่ใช่ร้านขายสินค้าลดราคา แต่เป็นร้านตัดผมสไตล์วินเทจ “The Silvercut Barbershop” ที่เปิดให้บริการอยู่ใน “ตลาดนัด” ร้านดิบๆ กับช่างที่เต็มไปด้วยรอยสัก ไม่มีกระจก ไม่มีสระได ไม่มีบรรยากาศคุ้นตาแบบร้านตัดผมทั่วไป..ไม่น่าเป็นร้านตัดผมได้เลยสักนิด
“เลือกเปิดร้านในตลาดนัด เพราะมองว่า ตลาดล่างยังไม่มีคู่แข่ง ส่วนที่ไม่มีกระจกเพราะไม่มีที่ตั้ง ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า คนชอบ เพราะรอดูทีเดียวเลย เซอร์ไพรส์กันทีเดียวตอนตัดเสร็จ”
“ศักดิ์ศิริ จุลกะเศียน” หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้านตัดผมสุดฮิป บอกที่มาของไอเดียธุรกิจ ที่เขาและหุ้นส่วน “ณัฐวุฒิ หาญณรงค์”, “จิรายุ ขอบุญ” และ “เบญญาดา กุรุมินทารักษ์” ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับเทรนด์ผู้ชายที่นิยมความหล่อเนี้ยบแบบวินเทจ ซึ่งเริ่มฮิตกันหนักเมื่อประมาณสองปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่ม ศิลปิน ดารา
“ผมชอบผมทรงนี้นะ มันดูดี เนี้ยบ เท่ ไม่กระเซอะกระเซิง แต่พอเอารูปไปให้ช่างตัด ปรากฏไม่ได้ดั่งใจ ตัดออกมาแล้วไม่เหมือน เลยลงทุนไปเรียนเลย จากนั้นก็คิดว่า มาเปิดร้านเองดีกว่า เพราะคงมีอีกหลายคนที่อยากตัดทรงนี้ แต่ยังไม่เจอร้านที่ใช่”
เขาบอกที่มาของแรงบันดาลใจ ที่ดูจะทรงพลังเอามากๆ ถึงขนาดยอมลงทุนลาออกจากงานประจำ ทิ้งเงินเดือนนับหกหมื่นบาท ลูกน้องกว่า 30 ชีวิต ไปเรียนตัดผมทรงวินเทจ เขาใช้เวลาเรียนพื้นฐานประมาณเดือนครึ่ง และเรียนลงลึกทรงผมวินเทจกับรุ่นพี่ที่ไปได้วิชามาจากฝรั่งเศส อีกประมาณ 5 เดือน พร้อมๆ กับการศึกษาผ่านหนังสือ เปิดยูทูปดูแล้วทำตามบ้าง คร่าวๆ คือ ใช้เวลาไปกว่าครึ่งปี กับการศึกษาทรงวินเทจ โดยที่ไม่มีงานทำ และยังไม่เห็นอะไรในอนาคตด้วยซ้ำ
“ถามว่ากลัวไหม ก็ไม่นะ ผมตัดสินใจแล้ว ก็ต้องลุยให้ถึงที่สุด” เขาบอกสั้นๆ
เมื่อทุนที่มีไม่ได้เยอะมาก และตลาดล่างก็ยังมีช่องว่าง เลยเป็นที่มาของการเลือกทำเลอย่าง “ตลาดนัดรถไฟ” ออกสตาร์ทความฝันของพวกเขา ช่างวินเทจบอกเราว่า ตลาดนัดกลางคืน จะมีกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของ Silvercut เดินกันเยอะมาก ขณะที่แม้จะเป็นตลาดนัด คนที่เดินก็มีกำลังทรัพย์ ขอแค่มีของดีจริงๆ เท่านั้น นั่นก็เป็นที่มาของการตั้งราคาที่เขาบอกว่า ‘ตลาดล่าง ราคาห้าง’ คือหัวละ 250 บาท แม้ไม่มีอุปกรณ์พร้อมสรรพอย่างในห้างฯ
หลังการปรากฏตัวขึ้นของร้านตัดผมสุดแนวกลางตลาดนัด จะมีข่าวดีหรือข่าวร้ายให้กับมือใหม่หัดขับ
“วันแรกที่เปิดแทบจะเก็บร้านกันเลยทีเดียว เพราะมีแต่คนเดินมามอง แต่ไม่มีคนตัด”
เขาบอกสถานการณ์ไม่สู้ดี ที่วัดใจกันตั้งแต่นาทีแรก แต่นั่นก็ไม่ใช่ข่าวร้ายตลอดคืน มาดูจุดพลิกที่เกิดขึ้น ณ วันเดียวกัน
“ปรากฏมีคนใจถึง เดินเข้ามาตัดเป็นคนแรก คนมุงดูเต็มเลย พอหัวแรกตัดออกไปเท่านั้นแหล่ะ แย่งกันมาเลยทีนี้”
เขาบอกสถานการณ์ที่ย้ำว่าเกิดจากการเปิดร้าน “วันแรก” สิ่งที่ได้รับรู้ก็คือ คนส่วนใหญ่จะเริ่มจากความไม่มั่นใจ ไม่กล้า เลยต้องขอดู “ผลงาน” ก่อน จนได้เห็นทรงเนี้ยบๆ หลุดออกมาเท่านั้น ก็พร้อมเป็นลูกค้าของพวกเขาแล้ว
คิดว่าสถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้นานแค่ไหน หนึ่งเดือน สองเดือน หรือสามเดือนแรก มาดูกระแสตอบรับ “เกินคาด” ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจตลอดปีที่ผ่านมา โดยร้านในตลาดนัดเปิดเฉพาะ ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 1 ทุ่ม-ตี 1.30 น. แต่มีลูกค้าต่อคืนถึงประมาณ 30 หัว ไม่ใช่เพราะลูกค้ามีแค่นี้ แต่ด้วยกำลังของช่างหน้าร้านที่มีประมาณ 3 คน รับได้แค่นี้ ขณะที่ลูกค้าบางคนถึงขนาดต้อง “จองข้ามวัน” กันเลยทีเดียว
สถานการณ์เช่นนี้นี่เองที่ทำให้ใช้เวลาแค่ 7 เดือน พวกเขาสามารถขยายมามีถึง 3 สาขา คือ ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ ตลาดนัดรถไฟรัชดา และหน้าร้านที่รามคำแหง
แต่อย่าคิดว่าทำธุรกิจนี้จะไม่มีอุปสรรค เขาบอกว่า หน้าฝนประมาณ 2-3 เดือน ทำใจไว้เลยว่า จะเปิดร้านไม่ได้ นั่นคือที่มาของการขยายจากตลาดนัดมามีหน้าร้าน เพื่อที่จะดึงลูกค้าช่วงหน้าฝนให้มารับบริการได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทำให้ลูกค้าช่วงฝนพรำหายไปถึง 30-40%
ทำอย่างไรถึงจะชดเชยรายได้ที่หล่นหาย เขาว่า ก็ต้องไปหาทำเลใหม่ ที่มีหลังคากันฝนอย่างดี เช่น พื้นที่เช่าชั่วคราวในห้างฯ เป็นต้น
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ ของการทำร้านตัดผมสไตล์วินเทจ คือ “ช่างวินเทจ” หายากหาเย็น เขาว่า เรียนมา 10 คน อาจจะหลุดออกมาแค่ 2 คน เท่านั้น ที่เหลือจะกลับไปตัดทรงเดิมๆ กันหมด เพราะเป็นที่ทราบว่า ทรงนี้ “ยาก” และต้องใช้ความละเอียดมาก ซึ่งพวกเขาก็พยายามฝึกคนขึ้นมา ขณะที่ต้องรักษาไว้ให้ได้ด้วย
“คนที่อยู่กับผม ไม่มีใครไปไหนหรอก เพราะเราอยู่กันด้วยใจ อยู่กันแบบครอบครัว ช่วยเหลือกันทุกอย่าง มั่นใจเลยว่า ไม่มีร้านไหนให้เยอะเท่าผมแล้ว ไม่ใช่เงินนะ แต่คือ 'ใจ' ”
เขาบอกสูตรมัดใจช่าง ขุมกำลังของธุรกิจร้านตัดผม ขณะที่การจ่ายผลตอบแทนก็ต้องสมน้ำสมเนื้อ เขาว่า มาแบบตัวเปล่า เครื่องมือมีให้พร้อม ฝีมือไม่มีก็สอนให้ ตัดเสร็จเอาไปเลย 40%
มาดูต้นทุนของร้านในตลาดนัด เขาว่ามีตั้งแต่ ค่าเช่าที่ ซึ่งที่ตลาดรถไฟอยู่ที่คืนละ 400 บาท นอกจากนี้ยังมี ค่าไฟ ค่าลูกจ้าง ตลอดจนค่าอุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ ที่เขาย้ำว่า ร้านตลาดนัดก็จริง แต่ของที่มาใช้กับลูกค้า คุณภาพดีเลิศทั้งนั้น อย่าง แว็กซ์เคลือบเงาผม ก็ใช้ระดับของนำเข้า กระปุกละ 4 พันบาท!
แล้วจะลงทุนทำร้านแบบนี้ต้องใช้เงินเท่าไร ถึงจะเริ่มได้ ลืมไปได้เลยกับเงินลงทุนหลักแสนหลักล้าน เขาบอกว่า เริ่มจากเล็กๆ ใช้ช่างสักสองคน อุปกรณ์ไม่ต้องเลิศหรูอลังการ ก็...
“ใช้เงินไม่เกิน 6 พันบาท คืนทุนในเวลา 2 วัน!”
โอ้มาย! จะมีธุรกิจไหน “แจ่มว้าว!” ได้เท่านี้ แต่นั่นก็ขึ้นกับต้นทุนฝีมือที่แต่ละคนมี และบทเรียนระหว่างทางที่จะได้เรียนรู้ จากการทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่ามันคงไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบตลอดทางแน่ๆ
เขาบอกเราว่า ทรงผมสไตล์วินเทจ ยังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจเยอะมาก ซึ่งลูกค้าก็ไม่ได้มีแต่วัยรุ่นเท่านั้น ดูอย่างอายุมากสุดที่เคยมาตัดก็เลยวัยเกษียณไปแล้ว ขณะที่ลูกค้าหนึ่งคน จะวนเวียนมาแต่งทรงทุกๆ หนึ่งเดือน ดังนั้นพวกเขาจะมีทั้ง ลูกค้าใหม่ และลูกค้าเก่าที่หมุนเวียนเข้ามาใช้บริการ พยุงธุรกิจให้เติบโตได้ต่อเนื่อง
ทว่าทำธุรกิจก็ต้องพร้อมรับมือกับกระแสซบ เขาว่า ถ้าวินเทจหมดความนิยมลง ก็แค่ปรับฝีมือไปรับกับทรงนิยมอื่น โดยใช้พื้นฐานทางด้านวินเทจที่มีอยู่แล้วเป็น "แต้มต่อ" ไปต่อยอดโอกาสใหม่ๆ ไม่รู้จบ
ถามถึงหัวใจในการทำธุรกิจนี้ เขาบอกว่า “ใจ” ต้องมาก่อน ไม่ใช่แค่รักในธุรกิจ แต่คือ การใช้ใจทำให้สุดๆ กับทุกเรื่อง ต้องเต็มที่กับลูกค้า เรียกว่า แม้คิวจะเยอะแต่ไม่ใช่สักแต่ว่า รีบๆ ทำให้จบไป เขาว่า ถ้ายัง ‘ไม่ได้ดั่งใจช่าง ก็ยังไม่ต้องออกจากร้าน’ เพราะจุดยืนคือ ต้องให้ “ความสบายใจ” กับลูกค้า และนี่เป็นหัวใจในการรักษาลูกค้าฉบับ Silvercut
เพื่อให้ธุรกิจที่เริ่มจากข้อจำกัด จะยังเติบโตและยิ่งใหญ่ได้ แม้อยู่ในทำเลพื้นๆ อย่าง..ตลาดนัด
.......................................................
Key to success
สูตรแจ้งเกิดร้านตัดผมกลางตลาดนัด
๐ ร้านในตลาด แต่ใช้ของดี ช่างคุณภาพ
๐ ตลาดล่าง ราคาห้าง
๐ จุดขายไม่มีกระจก เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งเดียว
๐ ให้ใจ และผลตอบแทนที่เหมาะสม รักษาช่าง
๐ บริการสุดใจ ไม่ได้ดั่งใจช่าง ไม่ต้องออกจากร้าน
๐ มีหน้าร้าน และเฟซบุ๊คแฟนเพจ สร้างความเชื่อมั่น


