แบงก์เกียรตินาคินรับตลาดรถปีนี้ยังทรงตัว ส่งผลสินเชื่อเช่าซื้อคงค้างปีนี้อาจลดลงได้อีก 5% เหตุมีการชำระคืนสูง
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดเช่าซื้อในปีนี้ยังทรงตัวต่อเนื่องจากปีก่อน โดยตลาดคาดว่ายอดขายรถใหม่ปีนี้จะอยู่ที่ 9.4 แสนคัน โตจากปีก่อนที่มี 8.7 แสนคัน ซึ่งการเติบโตในระดับดังกล่าวจะยังทำให้สินเชื่อเช่าซื้อชะลอตัวลง โดยคาดว่าปีนี้จะเห็นพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อลดลงอีก 5% จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1.2 แสนล้านบาท ต่อเนื่องจากปีก่อนที่หดตัว 7.3% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการคืนหนี้ของลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อ เนื่องจากเช่าซื้อถือเป็นพอร์ตใหญ่ของธนาคารหรือกว่า 67%
อย่างไรก็ตามธนาคารยังคงขยายสินเชื่อเช่าซื้อต่อเนื่อง เพราะยังเป็นธุรกิจที่ผลตอบแทนดี แต่จะไม่ฝืนตลาดหรือเร่งเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ที่อาจทำให้เกิดการตัดราคาได้ โดยกลยุทธ์ในปีนี้จะเติบโตได้จากการที่ธนาคารได้รับการคัดเลือกให้เป็น Captive Partner กับซูซูกิ ที่เริ่มดำเนินการแล้วในเดือนกุมภาพันธ์นี้ รวมถึงการแบ่งเซ็กเมนท์ลูกค้าเช่าซื้อที่จะเข้าไปทำตลาดโดยเลือกที่มีความเสี่ยงคุ้มค่าการเติบโต และเลี่ยงตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นรถใหม่
สำหรับราคารถมือสองที่ปรับลดลงในปีที่ผ่านมาทำให้ธนาคารขาดทุนรถยึด 2 พันล้านบาท แต่เชื่อว่าในปีนี้แนวโน้มราคารถมือสองจะเริ่มทรงตัวและหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคารถมือสองลดต่ำลงอีกครั้ง ขณะที่การขายรถยึดในปีนี้ยังขาดทุนจากราคารถที่ปรับลดลง แต่เชื่อว่าแนวโน้มจะดีขึ้นเนื่องจากสินเชื่อที่ปล่อยใหม่จะอ้างอิงกับราคาตลาดแล้ว รวมถึงสัญญาณของหนี้ที่ต้องจับตาพิเศษ(Special Mention) เริ่มมีแนวโน้มลดลง
“แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้ยังไม่น่าชะงัก แม้การเบิกจ่ายงบลงทุนจะยังล่าช้า และธุรกิจเช่าซื้อยังได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดดัน ด้วยระดับ 85%ของจีดีพี ถือว่าสูงกว่ามาตรฐานสากลต่อข้างมาก ซึ่งเศรษฐกิจไม่ได้โตเหมือนอดีต กระทบความสามารถในการชำระหนี้แน่นอนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำจะลำบาก แม้แบงก์จะเน้นลูกค้าผู้มีรายได้สูง แต่กลุ่มนี้ก็ต้องอาศัยความเชื่อมั่นเหมือนกัน ดังนั้นเรามองว่าสินเชื่อเช่าซื้อคงจะไม่โตจนกว่าระดับหนี้ครัวเรือนจะลดลงมาเหลือ 60% ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยต้องกินเวลา 2-3 ปีขึ้นไป”
ทั้งนี้ภาพรวมการขยายสินเชื่อของธนาคารในปีนี้ยังเชื่อว่าจะเติบโตได้ในระดับ 6% เทียบกับปี 2557 ที่สินเชื่อหดตัว 3.2% โดยจะเป็นผลจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจในระดับ 20% และสินเชื่อบรรษัทที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 100% เนื่องจากฐานที่ต่ำ ซึ่งกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่อาจจะมีความเสี่ยงกว่ารายย่อยในแง่การกระจุกตัว แต่ลูกค้ากลุ่มนี้มีประสบการณ์จากปี 2540 ทำให้มีความระมัดระวังค่อนข้างมาก ซึ่งยอมรับว่าในภาวะที่ตลาดโลกยังมีความไม่แน่นอนเช่นนี้การเร่งขยายธุรกิจในต่างประเทศก็เป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน
นายอภินันท์ กล่าวอีกว่า ธนาคารยังต้องรักษามาตรฐานการให้สินเชื่ออย่างเข้มงวดต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่มีความชัดเจน และยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ส่งมาถึงบางพื้นที่ในประเทศเช่นภูเก็ตหรือพัทยาที่พึงนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะรัสเซียและยุโรป ซึ่งภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แต่ลูกค้าของธนาคารส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ มีความเชี่ยวชาญและระมัดระวังตัวเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวในตลาด ในส่วนของธนาคารมีพอร์ตสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
สำหรับหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของธนาคารในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.6% แต่ในปีนี้ตั้งเป้าหมายที่จะลดให้เหลือต่ำกว่า 4% ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องจากธนาคารมีธุรกิจบริหารหนี้เองด้วย ขณะที่สินเชื่อส่วนใหญ่ของธนาคารมีหลักประกันเต็มจำนวนทั้งเช่าซื้อและอสังหาริมทรัพย์แม้ว่าราคาจะปรับลดลงบ้างก็ตาม
“ปีนี้เราจะปรับพอร์ต แต่ไม่ใช่ในแง่สินเชื่อ แต่จะเป็นเรื่องของการสร้างรายได้ เพราะสินทรัพย์ของกลุ่มเกียรตินาคินกว่า 2.4 แสนล้านบาท ไม่ได้มีแค่สินเชื่อ เราจึงต้องดูหลายมิติและหันมามุ่งเน้นรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมากขึ้นโดยปัจจุบันธนาคารมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคิดเป็น 40% ของรายได้รวม ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว ส่วนการตั้งสำรองปีนี้เชื่อว่าจะไม่สูงเท่าปีที่ผ่านมาที่มี 3.2 พันล้านบาท และรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยปีนี้ ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 3.9%
นอกจากนี้ในปีนี้ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จะเน้นกลยุทธ์ 3 ด้านใหญ่ ทั้งการพัฒนาช่องทางในการให้บริการ โดยจะเปิดสาขาเพิ่มเป็น 90 แห่งจากปัจจุบันที่มี 86 แห่ง การเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจเช่นการทำธุรกิจ แบงก์แอสชัวรันส์กับบริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าผู้ซื้อรถซูซูกิ สุดท้ายคือการเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มีความหลากหลาย






