วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทย'ฝืด'กดดันธปท.ลดดอกเบี้ย

"ศุภวุฒิ" ชี้ไทยเสี่ยงเผชิญปัญหาเงินเฟ้อติดลบช่วงต้นปีนี้ กดดันแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย

"เครดิตสวิสกรุ๊ป" ระบุไทยเข้าข่ายเงินฝืดทางเทคนิค ด้าน "ไอเอ็มเอฟ" หั่นจีดีพีไทยเหลือ 3.5% วิตกเสถียรภาพทางการเมือง การส่งออก และการบริโภคชะลอตัว

ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้เพียงแห่งเดียว ขณะที่ญี่ปุ่นและยุโรปชะลอตัว ประเทศค้าน้ำมันเริ่มมีปัญหาทางการเงิน โดยเฉพาะรัสเซียมีปัญหาคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ล่าสุดธนาคารกลางรัสเซียปรับลดดอกเบี้ยลง 2% ส่งผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้จีดีพีรัสเซียปรับลดลงไปอีก หากรัสเซียมีปัญหากระทบเศรษฐกิจโลกได้

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ส่วนเศรษฐกิจจีน การเติบโตชะลอตัวอยู่ที่ระดับ 7% แต่สินเชื่อยังขยายตัวสูงอยู่ใน 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และมีหนี้สาธารณะสูง 200% จีดีพี การเติบโตในระยะต่อไปจะลำบาก ทำให้รัฐบาลดึงการขยายตัวของสินเชื่อให้ลดลง และต้องลดลงอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจ ภาคใดมากเกินไป

การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา กลับยิ่งทำให้หนี้กลับเพิ่มขึ้น ประเทศพัฒนาแล้วมีหนี้สิน 200% ต่อจีดีพี อยู่ในระดับสูงเศรษฐกิจจะโตไม่เร็ว ในขณะที่ประชากรมีคนอายุมากขึ้น เริ่มใช้จ่ายน้อยลง และการฟื้นตัวเป็นการฟื้นตัวของกลุ่มคนรวยแต่คนทำงานไม่เพิ่มขึ้น

การอัดฉีดในหลายประเทศทำให้เกิดความห่วงว่า จะเป็นการส่งออกเงินฟื้นหรือไม่ เพราะการอัดฉีดเงิน และมีการลดดอกเบี้ยในหลายประเทศ อย่างในรัสเซียที่ลดดอกเบี้ยนโยบาย แม้จะมีเงินเฟ้อมากกว่า 13% ซึ่งในระยะใกล้จะได้เห็นธนาคารกลางในหลายประเทศใกล้เคียงอาจปรับลดดอกเบี้ยลงเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว

จีดีพีไทยปีนี้เติบโต 3.7%

ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้ ประเมินว่า จะเติบโต 3.7% ทั้งนี้การส่งออกน่าห่วงมากที่สุด โดย 4 ปีก่อนหน้าประเทศไทย มีการส่งออกที่ไม่เติบโต หากการส่งออกในปีนี้สูงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จะช่วยให้การเติบโตกลับมาอีกครั้ง โดยหวังการเติบโตจากการฟื้นตัวของสหรัฐ และญี่ปุ่น รวมถึงประเทศจีน จะดึงให้การส่งออกไทยเติบโตได้ 1.5% แต่ห่วงในสินค้าบางรายที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างฮาร์ดดิสไดร์

ด้านการใช้จ่ายภาครัฐบาลปีที่ผ่านใช้จ่ายต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ และงบประมาณของรัฐบาลยังเป็นแบบอนุรักษนิยมมาก ขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท หรือ 1.8% ของจีดีพีลดลงจากปีก่อน 3.2% เป็นการตั้งงบแบบรัดเข็มขัด เป็นสิ่งที่น่าห่วงในยามที่ไทยต้องพึ่งพาการลงทุนภาครัฐ

ส่วนเรื่องภัยแล้งยังน่าห่วง แม้ต้นทุนน้ำอยู่ในระดับต่ำ แต่ต้องเผชิญกับภัยแล้งแน่นอน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำทำให้สิ่งนี้ จะเป็นสิ่งท้าทายสำหรับรัฐบาลในไตรมาส 2 โดยจะขาดตัวขับเคลื่อน

ขณะที่การจัดเก็บภาษีรัฐบาลที่จะเพิ่มขึ้นอีก 5 รายการ ส่งผลให้คนเริ่มที่จะโอนที่ดิน เพื่อหลบเลี่ยงภาษีมรดกมากขึ้น และการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คาดจะแล้วเสร็จในเดือนเม.ย. คาดหวังว่า จะเป็นที่ยอมรับในทุกฝ่าย แต่ถ้าหากเกิดเสียงต่อต้านจะเป็นปัญหาต้องจับตามอง

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าห่วง คือ ไทยจะพบกับปัญหาเงินเฟ้ออาจจะใกล้ 0% หรืออาจเสี่ยงติดลบในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งจะเข้าข่ายภาวะเงินฝืด และอาจกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) ต้องลดดอกเบี้ย

เครดิตสวิสเตือนศก.ไทยเจอเงินฝืดเทคนิค

สอดคล้องกับรายงานข่าวบนเว็บไซต์บลูมเบิร์กดอทคอม ระบุว่า เครดิตสวิสกรุ๊ปเอจีเตือนว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะเงินฝืดในทางเทคนิคแล้ว และคาดว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคจะลดลงไปอีกระยะหนึ่ง

โดยนายศานติธาร สถิรไทย นักเศรษฐศาสตร์ เครดิตสวิส ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า เกิดภาวะเงินฝืดเชิงเทคนิคในไทยแล้ว และ CPI จะลดลงต่อไปอีกระยะ แม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ถึงจุดที่ค่าจ้าง และราคาสินค้าลดลง แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดเริ่มปรากฏ

ขณะเดียวกันเครดิตสวิส ได้ลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จาก 2.2% เป็น 0.6% พร้อมกับระบุว่า ค่าเฉลี่ยการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่สูงเกินไป

"ไอเอ็มเอฟ"ปรับลดจีดีพีไทยเหลือ3.5%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 3.5% ส่วนเมื่อปีที่แล้วคาดว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว 0.5% ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง การส่งออกที่อ่อนแอ และการบริโภคที่ชะลอตัว

เมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 4.6% ปีนี้ ส่วนปีที่แล้วขยายตัว 1%

ไอเอ็มเอฟระบุว่าไทยยังมีช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ พร้อมชี้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงน่าจะช่วยหนุนให้การบริโภคปีนี้ฟื้นตัวขึ้นได้ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็น่าจะฟื้นตัวหลังจากทางการอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ค้างไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดก่อน

โนมูระคาดธปท.จ่อหั่นดอกเบี้ยมี.ค.นี้

ขณะที่โนมูระ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย อาจอยู่ในระดับติดลบต่อไปอีกหลายเดือน และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะลดลงต่อเนื่อง ทำให้คาดว่า ธปท.จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมเดือนมี.ค.นี้

ทั้งนี้ ในบทวิเคราะห์ของโนมูระ ระบุว่า ความต้องการภายในประเทศของไทยยังคงอ่อนแอ และคาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพีปีนี้จะขยายตัวในอัตรา 3.3% ต่ำกว่าที่ธปท.คาดการณ์ไว้ที่ 4%

"ประยุทธ์"มั่นใจเศรษฐกิจปีนี้ดีขึ้น

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการประชุมตามงานเศรษฐกิจ วานนี้ (4 ก.พ.) ว่า ได้นำตัวเลขเศรษฐกิจและภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมด ทั้งเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และภูมิภาคต่างๆ มาพิจารณา ซึ่งตัวเลขมีทั้งขึ้นและลง โดยสิ่งที่มีปัญหาและติดลบมาก คือ เรื่องท่องเที่ยวและการค้าขาย เนื่องจากปัญหาทางการเมืองในปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งได้เอาตัวเลขทั้งปี 2557 มาดูตัวเลขไตรมาสที่ 1 การขยายตัวดี ไตรมาส 2-3 ติดประท้วง และดีขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2557 ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีก่อนก็ดีขึ้น แต่ยังมีการขยายตัวแต่ไม่ถึง 1%

ทั้งนี้มองว่าเศรษฐกิจในปี 2558 จะดีขึ้น อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องดูในภาพรวมเป็นเชิงเศรษฐกิจมหภาค ไม่ใช่ดูในเรื่องเกษตรเท่านั้น แต่ต้องดูแรงงานในภาพอื่นๆ ด้วยทั้งการจ้างงานและเรื่องอื่นๆ ต้องดูให้ครบและพยายามแก้ปัญหาทุกภาคส่วน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การส่งออกของประเทศที่มีปัญหา เนื่องจากเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นยางพาราและข้าว ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีสัดส่วนการส่งออกที่สูงและทำให้การส่งออกในภาพรวมลดลง โดยการแก้ปัญหาในการส่งออกได้สั่งการให้มีการค้าขายกับอาเซียนและการค้าชายแดนให้มากขึ้น รวมทั้งได้สั่งการให้ขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการส่งออกในตลาดอื่นๆ ที่ชะลอตัว

"ทั้งหมดเราดูภาพรวมทุกเรื่องดูว่า ประชาชนเดือดร้อนส่วนไหนบ้าง จะได้ช่วยเหลือเพิ่มการจ้างงาน และการสร้างงานในชุมชน การกระจายธงฟ้าไปทั่วทุกอำเภอ เพื่อให้เศรษฐกิจมีการหมุนไปได้ พร้อมกันนี้ต้องเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในฤดูไฮซีซั่นที่คนมาเที่ยวมากขึ้นซึ่งปีที่แล้วไม่ได้ตามเป้า เพราะการท่องเที่ยวชะลอไป 6 เดือนเพิ่งจะดีขึ้น 3-4 เดือนสุดท้าย ต้องมาคิดต่อว่าทำอย่างไร ต้องจูงใจและดูแลความปลอดภัยให้กับเขาด้วยไม่อย่างนั้นนักท่องเที่ยวก็ไม่มาท่องเที่ยวในไทย"

ไทยโดดเด่นดึงดูดจีนลงทุน

ด้าน นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันบริหารจัดการปัญญาภิวัฒน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีน เปิดเผยในการวิเคราะห์ อนาคตจีนในอาเซียน ว่า อาเซียนค้าขายกับจีนเป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 4.8 แสนล้านดอลลาร์ โอกาสที่จะขึ้น 1 ล้านดอลลาร์ในอนาคตไม่ไกลมากนัก

ปัจจุบันหลายประเทศที่มาลงทุนในจีนเริ่มถอยทัพกลับ โดยเฉพาะนักลงทุนสหรัฐปี 2556 มีนักลงทุนกลับบ้าน 110 ราย และปีที่ผ่านมาคาดไม่ต่ำกว่า 300 ราย เกิดจากค่าแรงของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นปีละ 12% ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนไม่มีเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือของตราสินค้า ซึ่งจีนมีนโยบายไม่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก แต่เน้นใช้เทคโนโลยีสูง และย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม และไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความสำคัญที่จีนที่จะเข้ามาลงทุน

ทั้งนี้ไทยเริ่มมีความโดดเด่นมากขึ้น เห็นได้จากการยื่นขอการสนับสนุนบีโอไอปีที่แล้ว 2.2 ล้านดอลลาร์ พวกเขาเห็นศักยภาพของไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน ไทยมีความสำคัญ จะเป็นเซ็นเตอร์ของซัพพลายเชนจ์กลุ่มใหม่ กลายเป็นศูนย์กลางการผลิต โยงไปประเทศเพื่อนบ้านอีก 3-4 ประเทศ ความหอมหวานของซีแอลเอ็มวี จะส่งผลให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับศักยภาพการขยายความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีนมีความสำคัญอย่างมาก ตอนนี้คิดเป็น 10% ประชากรของเรามีเพียงครึ่งหนึ่งของจีน จีดีพีอาเซียน 2.5 ล้านล้านดอลลาร์เท่ากับ 1 ใน 4 ของจีน การค้าขายในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างน้อยโอกาสจะขยายความร่วมมือยังสูง แต่สิ่งสำคัญคือไทยต้องสร้างบทบาทตัวเองให้ชัดเจนและถ่วงดุลอำนาจระหว่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในอาเซียนให้มีประสิทธิภาพ