"ชาติศิริ" เตือนลูกค้ารับมือความผันผวนจากตลาดโลก เชื่อเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งพอ แต่สถานการณ์นี้อยู่ไปอีก 3 ปี
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ความผันผวนจากตลาดโลกเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องใช้ความระมัดระวังให้มากในปีนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว แต่สถานการณ์โดยรวมยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือ และเชื่อว่าความผันผวนนี้จะยังอยู่ไปอีกเป็นเวลา 3 ปี ดังนั้นผู้ประกอบการควรใช้ความรอบคอบและวางแผนระยะยาว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และปรับพื้นฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้น และไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับวิกฤติปี 2540
“สหรัฐฟื้นแล้วก็จริง แต่ก็ยังเหมือนคนไข้ที่ออกจากไอซียูแล้ว ต้องยังต้องใช้เวลารอดูสถานการณ์ต่อไป ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ของโลกเองยังมีความยากลำบากอยู่ จากภาคส่วนอื่น ๆ ของโลก จีนเองก็ชะลอตัวลง แต่ก็เชื่อว่าจะประคองเศรษฐกิจไปได้ ประเทศไทยแข็งแรงพอประมาณ ยังถือว่าใช้ได้ในภาวะโลกที่ไม่ง่าย แต่ภาคธุรกิจก็ต้องวางแผนเสริมความยืดหยุ่น เพราะตลาดโลกเปิดมากขึ้น พายุกำลังมา เราจะทำอย่างไรให้เราไม่เป็นหวัด”
ในส่วนของพรบ.ค้ำประกันนั้นในขณะนี้ทางสมาคมธนาคารไทยอยู่ระหว่างยื่นข้อเสนอให้ทางการ แม้ว่าในสัปดาห์หน้ากฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ แต่ธนาคารก็สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่ออกมาได้ ทั้งนี้หากทางการยอมรับข้อเสนอของสมาคมและเลื่อนเวลาบังคับใช้ไปได้ก็ไม่น่าจะมีผลอะไร
สำหรับเป้าหมายการขยายสินเชื่อในปีนี้ธนาคารคาดว่าจะเติบโต 3-5% ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4% จากการเติบโตในทุกกลุ่มภาคธุรกิจทั้งรายใหญ่ รายกลาง รายปลีก และบุคคล แต่ในช่วงไตรมาสแรกจะยังไม่เห็นการเติบโตมากนัก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาล และจะเริ่มเห็นความต้องการสินเชื่อกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่น่าจะต้องใช้เวลา และน่าจะเริ่มเห็นบ้างในช่วงครึ่งหลังของปี
ส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลในปีนี้มีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้บ้างเล็กน้อย แต่ธนาคารเชื่อว่าจะสามารถรักษาระดับให้ทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่มี 2.1% ขณะเดียวกันเชื่อว่าจะรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) ให้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่มี 2.37% เช่นกัน
ทางด้านนายไตรรงค์ บุตรากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี กล่าวว่า จากข่าวอุบัติเหตุที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันความเสี่ยงอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ต่างมองหาเครื่องมือ ที่จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายต้องเจอกับการทำประกันภัย ที่ความคุ้มครองมีข้อจำกัด เพราะผลิตภัณฑ์ประกันภัยของผู้ให้บริการบางราย ไม่สามารถคุ้มครองได้ครบทุกภัย ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องยุ่งยากในการทำประกันภัยหลายกรมธรรม์เพื่อให้คุ้มครองครบทุกความเสี่ยง
เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกค้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไป สามารถเข้าถึงเครื่องมือในการลดความเสี่ยงได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ทีเอ็มบี จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุดและครอบคลุมทุกความต้องการมากขึ้น และลดข้อจำกัดในการทำประกันภัยให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยได้ออกผลิตภัณฑ์ “ทีเอ็มบี ประกันภัยเอสเอ็มอีครบเครื่อง” ประกันภัยที่มีความคุ้มครองที่หลากหลาย ในกรมธรรม์ฉบับเดียว ซึ่งทีเอ็มบีเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกที่ได้ออกให้บริการความคุ้มครองเพื่อตอบสนองความต้องการแก่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อรองรับกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยตั้งเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยในปีแรกประมาณ 70 ล้านบาท
“ทีเอ็มบี ประกันภัยเอสเอ็มอีครบเครื่อง” เป็นประกันภัยเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Insurance) มีความคุ้มครองหลากหลาย ทั้งกลุ่มภัยหลัก เช่น ไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยจากการระเบิด ภัยจากอากาศยาน ภัยจากควัน ภัยเนื่องมาจากน้ำและอุบัติภัยจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดความเสี่ยงได้มากกว่าด้วยความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้นจากภัยธรรมชาติหรือภัยอื่น เช่น ประกันเงินหาย ประกันโจรกรรม ประกันเงินทดแทนการสูญเสียรายได้และ/หรือค่าใช้จ่ายสำหรับการเช่า ประกันความรับผิดชอบตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยต่อกระจก ที่รวบรวมทุกความคุ้มครองไว้ในกรมธรรม์ฉบับเดียว รับประกันโดย บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
“ประกันภัยเอสเอ็มอีครบเครื่อง” แบ่งประเภทจำนวนเงินเอาประกันภัย ตั้งแต่ 1 - 10 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับมูลค่าทรัพย์สินที่เอาประกันภัย คุ้มครอง 100% ของความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย และมีให้เลือก 3 แผนการประกันภัย ตามความต้องการ โดยแผนประกันภัย ขนาดเล็ก จำนวนเงินเอาประกันภัยต่อกรมธรรม์ สำหรับทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ตั้งแต่ 1 - 2 ล้านบาท และจำนวนเงินที่เอาประกันภัย (สำหรับกลุ่มภัยธรรมชาติ/ภัยเพิ่มอื่นๆ) อีก 200,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยต่อปี รวมภาษีอากรอยู่ที่ 7,500 - 10,500 บาท
แผนประกันภัย ขนาดกลาง จำนวนเงินเอาประกันภัยต่อกรมธรรม์ สำหรับทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ตั้งแต่ 3 - 5 ล้านบาท และจำนวนเงินที่เอาประกันภัย (สำหรับกลุ่มภัยธรรมชาติ/ภัยเพิ่มอื่นๆ) อีก 300,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยต่อปี รวมภาษีอากรอยู่ที่ 15,750- 21,750 บาท และแผนประกันภัย ขนาดใหญ่ จำนวนเงินเอาประกันภัยต่อกรมธรรม์ สำหรับทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ตั้งแต่ 6 - 10 ล้านบาท และจำนวนเงินที่เอาประกันภัย (สำหรับกลุ่มภัยธรรมชาติ/ภัยเพิ่มอื่นๆ) อีก 500,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยต่อปี รวมภาษีอากรอยู่ที่ 29,250 - 41,250 บาท






