วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'หยาง เสี้ยวหลิน'ดันแบรนด์จีนฝ่าดงคู่แข่ง ญี่ปุ่น-เกาหลี

ผู้นำแบรนด์ไฟฟ้าแดนมังกรอย่างไฮเออร์ ส่ง'หยาง เสี้ยวหลิน'ลูกหม้อนำทัพฝ่าดงแบรนด์จีน-ญีปุ่น ให้ติดท็อป3ในไทย

หลังเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มไฮเออร์ ประเทศไทย เมื่อเดือนพ.ย.2557 เข้าสู่ศักราชใหม่ ผู้บริหารหนุ่มหน้าละอ่อน เลยถือโอกาสพบปะพูดคุยกับบรรดาสื่อมวลชนชาวไทย พร้อมเผยภารกิจการทำงานที่สุดท้าทายในต่างแดน สำหรับ "หยาง เสี้ยวหลิน" ในการคุมทัพธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า "ไฮเออร์" ในไทย

"ขอบคุณครับ" พร้อมยกมือไหว้..ทันใดนั้น เลขาส่วนตัวรีบกระซิบว่า "สวัสดีครับ" .."อ้อ..สวัสดีครับ" ประโยคทักทายที่ท่องมาแต่พูดผิด เรียกเสียงหัวเราะจากคนในห้องแถลงข่าวได้ครืนใหญ่

16 ปีกับการทำงานในไฮเออร์ ลูกหม้อผู้เริ่มต้นทำงานกับยักษ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแดนมังกรตั้งแต่ยังเป็น "พนักงานฝึกหัด" ในโรงงานย่อยเมื่อปี 2542 ก่อนไต่เต้าตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยๆ จนขึ้นมานั่งเก้าอี้ "ประธานฝ่ายปฏิบัติการ เขตพื้นที่อาเซียน ไฮเออร์ เอเชีย จำกัด และ ประธานกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ประเทศไทย" เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ทิศทางการดำเนินธุรกิจในไทยจะเป็นอย่างไร?...มิสเตอร์ หยาง เผยว่า..

"Target (เป้าหมาย) ปีนี้อยากเติบโตมากยิ่งขึ้น" โดยขยายความว่า บริษัทจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเข้าทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น ไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำอุ่น รวมทั้งเครื่องซักผ้า

ส่วนที่สองคือ ด้านการตลาดที่จะรุกแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ออนไลน์อย่างหนักภายใน 3 ปีจากนี้ เพื่อสร้างแบรนด์ "ไฮเออร์" ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งกิจกรรมนี้จะดึงเอเยนซี่ระดับโลกอย่างโอกิลวี่ มาเป็นกุนซือ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 28 ม.ค.นี้

นั่นทำปีนี้ไฮเออร์ ต้องลงทุนขยายไลน์การผลิตสินค้าเพิ่มเติมในกลุ่มเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ ผุดศูนย์ฝึกอบรม รวมทั้งเพิ่มงบการทำตลาด แต่ยังอุบตัวเลขไว้ไม่เปิดเผย

สาเหตุที่เดินเกมเชิงรุกขนาดนี้ เขาให้เหตุผลว่า "ไฮเออร์ในไทย ถือเป็นบริษัทแห่งความหวังของบริษัทแม่ หวังมากที่จะใช้เป็นฐานขยายสู่ตลาดอาเซียน" เนื่องจากธุรกิจไฮเออร์ในไทย ประกอบด้วย 3 ส่วน ตั้งแต่โรงงานผลิต การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการตลาด เรียกว่าครบเครื่อง

เข้าทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย 13 ปี แต่แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าแดนมังกรก็ยังเป็นรองเมื่อเทียบกับแบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ยุโรป แต่ด้วยเแต้มต่อที่ว่าปี 2550 ไฮเออร์ได้เข้าไปเทคโอเวอร์ "ซันโย" ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในไทยเพิ่มขึ้น ผนวกกับมีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา โดยมีงานวิจัยและพัฒนา "หนุนหลัง"

เขายังบอกด้วยว่า ปัจจุบันคนไทยเริ่มยอมรับแบรนด์ไฮเออร์มากขึ้น ประเมินจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้เขาคิดการใหญ่ภายใน 3-5 ปีจากนี้ว่า จะประกาศให้แบรนด์จีนแบรนด์นี้ ติดท็อป ทรี (1 ใน 3) ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย โกยยอดขายคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของอาเซียน สอดคล้องกับนโยบายของ "โยชิอากิ อิโตะ" กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮเออร์ เอเซีย จำกัด ที่ลั่นว่า...

3-5 ปีข้างหน้ายอดขายของอาเซียนจะต้องแตะ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ !!

ที่กล้าพูดเช่นนี้ เพราะปัจจุบันไฮเออร์สามารถขึ้นเป็น "ผู้นำตลาด" ในบางประเทศของอาเซียนแล้ว เช่น เวียดนาม หลังใช้เวลา 6 ปีในการทำตลาด ขณะที่สินค้าบางตัวก็กินส่วนแบ่งตลาดติด 1 ใน 5 ของไทยบ้างแล้ว เช่น เครื่องปรับอากาศ แต่ในภาพรวม เขาบอกว่าแบรนด์ไฮเออร์อยู่ลำดับที่ 6-7 เมื่อเทียบแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำตลาดในไทย

โดยวางกลยุทธ์เชิงรุกเต็มสูบ บนเป้าหมายปีนี้ จะเห็นการเติบโตของยอดขายที่เติบโตกว่า 10% จากปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายกับทีมงานเพื่อ Challenge การทำงานของตัวเองด้วยนั่น คือการเติบโตของยอดขายที่ 20% หรือปิดยอดขายที่ 2,300 ล้านบาท (ไม่รวมส่งออกที่มีสัดส่วน 70%) ส่วนปีก่อนหน้าบริษัทมียอดขาย 1,900 ล้านบาท เติบโต 5.5%

"คุยกับ CEO บริษัทแม่ (มร.อิโตะ) ก่อนมาไทยว่าผมจะใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มี เพื่อพัฒนาแบรนด์ไฮเออร์ให้ติดท็อปทรีให้ได้ การจะเป็นถึงระดับนั้นท้าทายมากเพราะแบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลีเข้ามาทำตลาดนานแล้ว และเป็นที่ยอมรับมากกว่าแบรนด์จีน แต่ไม่นานก็จะขอก้าวไปเทียบชั้นแบรนด์เหล่านั้น" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

+++++++++++++++++++

ล้อมกรอบ

รุกออนไลน์ "บันไดขึ้นที่5" ไฮเออร์

"ไฮเออร์" เป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ใหญ่ที่สุดในจีน และมียอดขายในกลุ่มเครื่องซักผ้า ตู้เย็นเป็นอันดับ 1 ของโลก ติดต่อกัน 5 ปี (2551-2556) และวางกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจเป็นลำดับขั้น "ธนันต์ สัตตะรุจาวงษ์" รองประธานฝ่ายการตลาด และฝ่ายอีคอมเมิร์ซ บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า

ปัจจุบันไฮเออร์ในไทย เข้าสู่ "สเตทที่ 5" ในการขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า นั่นคือการขยายไลน์ธุรกิจ จากสเตทที่ 1 คือการสร้างแบรนด์ (2527-2534) สเตทที่ 2 การพัฒนาและขยายธุรกิจ (2534-2541) สเตทที่ 3 การเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ (2541-2548) และสเตทที่ 4 การสร้างแบรนด์ระดับโลก (2548-2555)

แพลตฟอร์ม "ออนไลน์" ถือเป็นจุดสตาร์ทของสเตทที่ 5 รวมทั้งเห็นการนำสินค้าใหม่ๆ หลากหลายรายการเข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม โดยสิ่งที่ต้องจับตาและจะสร้างปรากฏการณ์ให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย นั่นคือการรุกออนไลน์ ที่เขาย้ำว่า ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน ที่จะเป็นการสร้างชุมชนของสังคมออนไลน์แบบใหม่ อาจไม่มีการใช้ชื่อ "ไฮเออร์" และไม่เน้นการจำหน่ายสินค้าของบริษัทหรือฮาร์ดเซลล์ และจะมีการผนึกพันธมิตร นำสินค้าจากที่อื่นเข้ามาจำหน่ายและร่วมสร้างแบรนด์ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น

"สเตทที่ 5 คือเพิ่มความหลากหลายให้กับธุรกิจ ด้วยการเพิ่มไลน์อัพสินค้า ปีก่อนเรามีสินค้าใหม่อย่างโทรทัศน์ ปีนี้ก็มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไมโครเวฟ โดยแต่ละสเตทนั้นจะมีระยะเวลาในการทำธุรกิจประมาณ 7 ปี"

กับคำถามที่ว่า เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ไฮเออร์จะติดท็อปทรียักษ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย

เขาบอกว่า "ภาพรวมท็อปไฟว์ (1 ใน 5) ยังยาก แต่สินค้าในแต่ละแคทิกอรี่ ถึงท็อปไฟว์บ้างแล้ว"

เขาประเมินตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปี 2558 ว่า อาจยังไม่ดีมากนัก ด้วยการแข่งขันที่ยังรุนแรง สวนทางกับ "ดีมานด์" หรือความต้องการตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัวดี