(รายงาน) เจาะลึก เขตเศรษฐกิจแม่สอด (จบ) เปรียบเทียบ "ไทย-เมียร์มา" ใครเหนือกว่ากัน
หากเอ่ยถึงปัญหาการค้าชายแดนจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียร์มากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยแล้ว ทุกฝ่ายที่ร่วมกันผลักดัน เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ต่างมีทัศนะคล้ายคลึงกัน ที่จะไม่นำพาปัญหาคู่ขัดแย้งนี้มาเป็นข้อกังวล นี่อาจเป็นเพราะ 3 ปีที่ผ่านมา เหตุปะทะกันรุนแรงถึงขั้นต้องปิดด่านชายแดนแม่สอดไม่เคยปรากฏขึ้นเลย หรือแม้ช่วงก่อนหน้านี้ที่มีเหตุปะทะกัน ตัวเลขที่แสดงภาพรวมเศรษฐกิจของ อ.แม่สอด กลับเติบโตอย่างมั่นคงเรื่อยมา จะสะดุดก็เพียงช่วงปี 2552 - 2553 เท่านั้น หลังจากนั้นตัวเลขการส่งออกขยายตัวสวนทางกับทุกดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ
ครั้งหนึ่งระหว่างการประชาสัมพันธ์ข้อมูล อนาคตที่สดใสของเศรษฐกิจชายแดน อ.แม่สอด เมื่อประมาณ เดือนกันยายน ปี 2557 นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ ประธานหอการค้า จ.ตาก ยังเคยระบุว่า สินค้าทุกประเภทที่เป็นเบรนด์ไทย ชาวพม่าให้ความเชื่อถือและเป็นที่นิยมกันมาก ชนิดที่ว่าผลิตขายไม่ทัน เป็นคำกล่าวที่ดูไม่เกินความเป็นจริงนัก
แม้กระทั่ง การตั้งคลังสินค้าริมลำน้ำเมยหรือท่าเรือขนถ่ายสินค้าส่งทางเรือ ที่ระบุกันว่า ชนกลุ่มน้อยในเมียร์มาใช้ช่องทางการค้าข้ามพรมแดนนี้ ลักลอบค้าขายสินค้าต้องห้ามจากรัฐบาลเมียร์มา แต่ด้วยข้อกำหนดที่ผ่อนปรนและการสนับสนุนภาครัฐจากทั้ง 2 ประเทศ ที่ร่วมอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ กำลังเป็นแรงจูงใจพิเศษให้ชนกลุ่มน้อยที่เคยลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมาย หันมาใช้บริการพิธีการศุลกากรผ่านด่านพรมแดนที่ตั้งอยู่บนสะพานเพิ่มขึ้น ซึ่งเม็ดเงินที่ค้าไม่รั่วไหล โดยนายกิตติ สุทธิสัมพันธ์ นายด่านศุลกากรแม่สอด เชื่อว่า ในปี 2559 ผู้ประกอบการค้าชายแดนแม่สอดทุกกลุ่มจากทั้ง 2 ประเทศ จะผ่านพิธีการศุลกากรบนสะพาน ครบ 100% แน่นอน
ทั้งนี้ การเมืองในเมียร์มาระยะหลัง อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความรุ่งเรืองการค้าชายแดน อ.แม่สอด ก็เป็นได้ เช่น การเปลี่ยนนโยบายรัฐบาลทหารเมียร์มาที่มีลักษณะเปิดประเทศมากขึ้น การปล่อยตัวนักโทษการเมือง หรือการเปิดสำนักงานของกลุ่มกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ในเมืองเมียวดี ซึ่งความเคลื่อนไหวที่กล่าวมานี้ ถูกระบุไว้ในรายงานบรรยายสรุป "สภาพการณ์ปัจจุบันและอนาคตของจังหวัดตาก" สมัยที่นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ยังดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าจังหวัดตาก
แต่ในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินการโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ของคณะต่างๆ ที่ทยอยลงพื้นที่ อ.แม่สอด ยังแสดงความเชื่อมั่นถึงความได้เปรียบการค้าของประเทศไทย โดยระบุว่า อ.แม่สอด มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่เจริญก้าวหน้า แม้จะไม่เท่า ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ แต่เมียร์มาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี ในการพัฒนาให้ทัดเทียม อ.แม่สอด
ทั้งที่ความเป็นจริงในบ้านเมืองเราเอง เขตเศรษฐกิจพิเศษ อ.แม่สอด มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2547 แต่การจัดตั้งหรือขับเคลื่อนโครงการหลักๆ ในเขตเศรษฐกิจแห่งนี้กลับไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องออกมาประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่ง จากการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจ(กนพ.) เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาการหาประโยชน์จากราคาที่ดิน
ภาพแปลงข้าวโพด บนพื้นที่ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 เป็นสิ่งยืนยันของล่าช้าในการเสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงการซ่อมสะพานมิตรภาพไทย-พม่า ริมตลาดแม่น้ำเมย หรือสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งแรก ที่ผลักดันกันขนาดใหญ่เมื่อต้นปี 56 ปัจจุบันพบว่า นั่งร้านที่บริเวณต่อม้อสะพานได้ถูกรื้อออกไปแล้ว แต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่า การซ่อมแซมสะพานแล้วเสร็จหรือไม่ เมื่อไร หรือรอการตรวจรับงานจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกาศยืนยันความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ
"ฉะนั้น การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใดยังเรื่องของอนาคต"
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากยังถือว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลเมียร์มา ยังประเด็นที่ควรใส่ใจก็คงไม่ผิด เพราะที่ผ่านแนวทางต่างๆ ที่นำเสนอกันมายังไม่แน่ชัดเรื่องแผนการเตรียมรับมือ หรือแผนสำรอง แต่คงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเราเอง ที่จับมือใครดมไม่ได้เลย เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างจริงใจในการผลักดันให้ประเทศเจริญก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน





