วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯสั่งรับมือ'คิวอี'ยุโรป

นายกรัฐมนตรีสั่ง "คลัง-ธปท." เตรียมพร้อมรับมือผลกระทบ "คิวอี" กลุ่มยูโรโซน

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังรายงาน (สศค.) เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเตรียมพร้อมรับมือจากมาตรการเพิ่มปริมาณเงิน(คิวอี)ของกลุ่มยูโรโซน โดยให้ดูว่า ควรมีมาตรการอะไรเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

สำหรับมาตรการด้านการคลังนั้น ที่ผ่านมาก็ทำพอสมควร โดยเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก และลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เช่น การลดภาษีให้กับเอสเอ็มอี การลดภาษีวัตถุดิบ เครื่องจักร นาโนไฟแนนซ์ เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 ที่ผ่านมา

"กรณีดังกล่าว น่าจะต้องใช้มาตรการทางการเงินจากธปท.ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลค่าเงินบาท ที่จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งอาจทำให้เกิดสงครามค่าเงินในหลายประเทศ ส่วนผลกระทบกับไทยจะมากหรือน้อยนั้น คงต้องติดตามว่าเงินจะไหลเข้ามาในไทยมากน้อยแค่ไหน เพราะปริมาณคิวอียุโรปเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร ถือว่ามากพอสมควร ที่จะมีผลต่อค่าเงินบาทของไทย และต้องดูแลไม่ให้ค่าเงินแข็งค่ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค" เขากล่าว

แนะใช้ดอกเบี้ยดูแลค่าเงินบาท

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การทำคิวอีของประเทศยูโรโซนจำนวน 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน หรือ 7.2 แสนล้านยูโรต่อปีหรือ 1.14 ล้านยูโร ในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ถือว่า เป็นจำนวนเงินที่มาก โดยเฉพาะเมื่อรวมกับมาตรการคิวอีของประเทศญี่ปุ่นจำนวน 80 ล้านล้านเยนต่อปี หรือเทียบเป็นเงินยูโรได้จำนวน 6 แสนล้านยูโร ดังนั้น ก็จะส่งผลกระทบให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตราสารทุนและการเงินของประเทศอื่นรวมถึงไทย

"เมื่อปริมาณเงินสองประเทศรวมกัน ถือว่า เป็นปริมาณเงินที่ค่อนข้างมากพอ ก็กระทบให้ปริมาณเงินไหลเข้ามาลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และ จะทำให้บาทแข็ง เมื่อค่าเงินแข็ง ส่งออกจะน้อยลง กรณีของเงินเยนที่อ่อนค่า เราจะได้รับผลกระทบมาก เพราะญี่ปุ่นค้าขายกับไทยมาก อย่างไรก็ดี การเพิ่มปริมาณเงินของประเทศดังกล่าว อาจส่งผลให้การบริโภคในประเทศเขาสูงขึ้นด้วย และ ทำให้การส่งออกของประเทศไทยได้รับผลดีตามไปด้วย ซึ่งในแง่ของการแข่งขันระหว่างประเทศนั้น ทุกประเทศก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวเท่ากัน ไม่ควรไปตกใจมาก" นายสมหมาย กล่าว

ส่วนผลกระทบดังกล่าวนั้น นายสมหมาย กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะใช้มาตรการด้านการเงินเข้ามาดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการควบคุมเงินทุนไหลเข้าให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่ง ธปท.ก็มีหลายมาตรการ เช่น มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และ รวมถึงการขายเงินตราต่างประเทศ

"ถ้าจะสกัดไม่ให้เงินไหลเข้ามามาก ซึ่งไม่ใช่ผลดี เพราะบาทจะแข็งมาก ตามทฤษฎี คือ ลดดอกเบี้ย เป็นการแก้เกม ส่วนมาตรการการคลัง คือ เพิ่มรายจ่ายในภูมิภาคต่อเนื่อง ผมก็ทำเต็มที่" เขากล่าว

ชี้ค่าเงินผันผวนเสี่ยงศก.ไทย

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า มาตรการคิวอีของอีซีบีถือว่าเป็นไปตามตลาดคาดการณ์ แต่ในแง่วงเงินที่ใช้นั้นมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ กล่าวคือ ตลาดคาดการณ์แค่ 5 แสนล้านยูโรเท่านั้น ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้น คือ เงินจะไหลออกไปสู่ตลาดทุน ตลาดเงินอื่น ทำให้ตลาดทุนทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง

สำหรับ การดูแลเศรษฐกิจในภาพรวมนั้น นโยบายการเงินและการคลังต้องประสานกัน โดยนโยบายการเงินจะดูแลเสถียรภาพค่าเงิน แต่นโยบายการคลังดูแลด้านกำลังซื้อ ถามว่า นโยบายการคลังเพียงพอไหม เท่าที่ประเมินเม็ดเงินงบประมาณปีนี้ ถือว่าเพียงพอ แม้ว่า ไตรมาสแรกจะมีการเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังมีเงินเหลือที่จะเบิกจ่ายอีก ส่วนนโยบายการเงินนั้น การพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้น ทางธปท.ไม่ได้พิจารณาในด้านค่าเงินอย่างเดียว แต่จะต้องดูถึงการบริโภคในประเทศ ซึ่งรวมถึง อัตราเงินเฟ้อด้วย

"การลดดอกเบี้ยจะช่วยค่าเงินได้อย่างไร ทางทฤษฎี ยังถกเถียงกัน อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ผมคิดว่า แรงกดดันแบงก์ชาติในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยคงไม่มีเพราะเงินเฟ้อลงมากจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ถ้าเราดูเป้าหมายเงินเฟ้อ โจทก์สำคัญที่แบงก์ชาติดู คือ กำลังซื้อในประเทศจะปรับตัวดีขึ้นหรือไม่ แต่แบงก์ชาติเองก็คงนำมาตรการคิวอีเข้าไปพิจารณาด้วย" เขากล่าว

ธปท.ชี้คิวอียุโรปสูงกว่าตลาดคาด

นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษก ธปท. กล่าวว่า จากมติของอีซีบี ที่ประกาศเข้าซื้อสินทรัพย์จำนวน 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ทำให้ปริมาณที่เข้าซื้อทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 1.14 ล้านล้านยูโร ซึ่งถือเป็นจำนวนมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้

ภายหลังการประกาศมาตรการดังกล่าวพบว่า ตลาดการเงินในต่างประเทศตอบรับเชิงบวก โดยตลาดหุ้นในสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากคาดว่ามาตรการดังกล่าวของอีซีบี จะช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของอียูลง โดยอีซีบีจะเริ่มเข้าซื้อสินทรัพย์ตั้งแต่เดือน มี.ค.2558 ไปจนถึงเดือน ก.ย.2559 รวมระยะเวลา 19 เดือน และอาจขยายระยะเวลาต่อออกไปจนกว่าแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อจะเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอีซีบีในการทำให้บรรลุได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ย้ำติดตามดูค่าเงินบาทใกล้ชิด

นายจิรเทพ กล่าวด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการทำ คิวอี ของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะพบข้อสังเกตว่า ช่วงแรกของการทำคิวอีของสหรัฐฯ สามารถเข้าซื้อได้ทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชนโดยช่วงเวลาการทำคิวอี เริ่มตั้งแต่ 16 ธ.ค.2551 จนถึงเดือน มี.ค.2553 ได้ซื้อหลักทรัพย์ไปทั้งสิ้นจำนวน1.75 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนการทำ คิวอี ของ อีซีบี ก่อนหน้านี้ทำได้เพียงการเข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชน แต่การตัดสินใจของ อีซีบี ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ม.ค.นั้น ทำให้สามารถเข้าซื้อตราสารภาครัฐที่อยู่ในยูโรโซนได้ด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เนื่องจากอีซีบีเองเกิดจากการรวมตัวกันจากหลายประเทศในยุโรป ดังนั้น จึงค่อนข้างมีความซับซ้อนกว่าคิวอีของเฟดอยู่บ้าง เพราะนอกจากแต่ละประเทศจะเข้าซื้อหลักทรัพย์ของประเทศตนแล้ว ยังสามารถเข้าซื้อในประเทศอื่นภายในกลุ่มได้ด้วย

อย่างไรก็ดี การประกาศมาตรการ คิวอี ของ อีซีบี ในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ธนาคารกลางต่างๆ ได้มีการติดตามและประเมินผลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของประสิทธิภาพและประสิทธิผลของมาตรการคิวอี รวมไปถึงผลข้างเคียงต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย ทั้งนี้ ธปท. จะเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทวานนี้ (23 ม.ค.) นายจิรเทพ กล่าวว่า ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

เชื่อคิวอีดึงศก.ยูโรโซนพ้นจุดต่ำสุด

นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ไทย กล่าวว่า มาตรการของอีซีบีในครั้งนี้ น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรหาจุดต่ำสุดและผ่านพ้นไปได้ ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่มีต่อกลุ่มประเทศยูโรกลับมาดีขึ้น เพราะอย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าประเทศที่มีความเสี่ยงเช่นกรีซจะไม่เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ (Default) ขึ้น

สำหรับการตอบสนองต่อตลาดการเงินนั้น มติของอีซีบีที่ออกมา ถือว่าสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปริมาณเงินและระยะเวลาในการเข้าซื้อ ทำให้ค่าเงินยูโรเทียบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะสั้น แต่ระยะกลางแล้วเชื่อว่าเงินยูโรจะหาจุดสมดุลของค่าเงินใหม่ได้

ส่วนผลกระทบที่มีต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายของกลุ่มประเทศเอเชียและไทยนั้น นางสาวอุสรา กล่าวว่า มาตรการของอีซีบีที่ออกมา ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นว่าการลงทุนในบอนด์กลุ่มประเทศยุโรปจะไม่ได้รับผลกระทบเรื่องของการผิดนัดชำระหนี้ จึงมีแนวโน้มว่าเงินที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์แถบเอเชีย รวมทั้งไทย ไม่น่าจะมากเท่ากับในอดีต แต่อาจจะมีเงินทุนไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ขณะที่การลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมาได้ปรับลดลงต่อเนื่องด้วย

คาดเงินเข้าบอนด์เดือนละ4หมื่นล้าน

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ประเมินว่า หลังอีซีบีประกาศคิวอีเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง น่าจะส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าลง ขณะเดียวกันน่าจะมีเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยเฉลี่ยเดือนละ 4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ทำให้ผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้อยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง