วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดใจ'ณัฐพงศ์'ซีอีโอป้ายแดงเอสซี แอสเสท

"ธุรกิจต้อง look forward กลัดกระดุมให้ถูกตั้งแต่เม็ดแรกในทุกสิ่งที่ทำ" ณัฐพงศ์ ซีอีโอป้ายแดง"เอสซี แอสเสท"

เข้าสู่เดือนแรกของการรับตำแหน่งซีอีโออย่างเป็นทางการ (1 ม.ค. 2558) ในร่มธงธุรกิจ “เอสซี” หลังจากฝึกปรือฝีมือในฐานะซีอีโอฝึกหัดมาร่วม 3 ปี ถึงวันนี้ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จากัด (มหาชน) หรือ เอสซี พร้อมแล้วที่จะปั้นธุรกิจให้ทะยานเติบโตอีกเท่าตัว

จากผลประกอบการ 1.2 หมื่นล้านบาทในปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัทตั้งเป้าไปให้ถึง 2 หมื่นล้านบาทในปี 2562 และเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในปีถัดไปๆ จากกลยุทธ์การทำธุรกิจที่มุ่งรักษา "ความคงเส้นคงวา" ในเรื่องคุณภาพ และวิธีคิดกลัดกระดุมให้ถูกตั้งแต่เม็ดแรกในทุกสิ่งที่ทำ

กลางปีที่แล้วเอสซีเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของธุรกิจ ด้วยการปักหมุดสโลแกนใหม่ว่าด้วย “ชีวิตที่ดี มาจากจุดเริ่มต้นที่ดี” (for good mornings) การเริ่มต้นในทุกเช้าวันใหม่ ด้วยพลังสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้ชีวิต

“คำว่า for good mornings เกิดจากความคิดที่ตกผลึกร่วมกันของบรรดาผู้บริหาร ที่ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาจุดแข็งของเอสซีคืออะไร? คำตอบที่ได้คือวิธีคิด ที่ทำให้เรามายืนอยู่ในจุดที่สำเร็จนี้ พยายามทำของดีมีคุณภาพ และพยายามคิดไปข้างหน้า แนวทางการทำธุรกิจก็ต้อง look forward มองไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน”

เอสซีเชื่อว่า การที่จะทำอะไรให้ได้ดี จุดเริ่มต้นต้องดีก่อน ส่วนที่เหลือคือชีวิตที่องค์กรต้องเดินหน้าต่อ ณัฐพงศ์บอกว่า สุดท้ายแล้วไม่ว่าบริษัทจะไปได้ไกลแค่ไหนจะกี่หมื่นล้าน ก็ต้องกลับมาเรื่องเบสิกที่สุดคือ “คน” ซึ่งมีลมหายใจและสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโต

“เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วเราต้องทำให้พนักงานของเราทำงานได้ง่ายสุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด และมีความสุขที่สุดในการทำงาน เมื่อมีจุดเริ่มต้นที่ดี มันก็จะไปได้ง่ายขึ้นในทุกเรื่อง”

ปลายปีที่แล้วเอสซีเพิ่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานใหม่หมด ถือโอกาสเดียวกับที่บริษัทครบรอบ 10 ปีแล้วไม่เคยตกแต่งอะไรเลย เอามาจัดเต็มพื้นที่สันทนาการ และออกแบบออฟฟิศให้น่าอยู่ หลักๆ ประกอบด้วย คอร์ดแบดมินตัน ห้องออกกำลังกาย ห้องโยคะ ห้องสนุกเกอร์ ห้องคาราโอเกะ ห้องซ้อมดนตรี ห้องเลาจน์ รวมถึงจำลองเอาเรือกำปั่นมาเป็นพื้นที่ทำงาน สร้างความบันเทิงไปอีกแบบ

บริษัทตั้งชื่อสโมสรแห่งนี้ว่า Social Club โดยใช้อักษรตัวต้นคำเดียวกับ “เอสซี”

“เราอยู่ในยุคสมัยใหม่ของการทำงานที่ชีวิตต้องสมดุล หน้าที่ขององค์กรไม่ใช่การใช้พนักงานทำงานหนัก แล้วยังเอาสภาพแวดล้อมที่บีบคั้นไปกดดันเขา สิ่งที่ผมมองก็คือ ยิ่งพนักงานทำงานหนัก ก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้น ถึงเวลาที่ช่วงทำงานหนักผ่านไปแล้ว ก็ไปปลดปล่อยใน Social Club ไปใช้ชีวิต ไปรู้จักเพื่อนใหม่ต่างแผนก ผมว่าจะทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้น”

Social Club เป็นมุมมองจากล่างขึ้นบน จากการที่ณัฐพงศ์ตั้งคำถามกับทีมงานวันหนึ่งว่า “ทำอย่างไรให้เอสซีโตแบบยั่งยืน” พนักงานคนหนึ่งก็ตอบว่า..

“การทำให้บริษัทมีความสามารถติดท็อป 3 หรือท็อปฟอร์ม ทำไมผู้บริหารไม่เลือกที่จะทำให้บริษัทเป็นองค์กรที่น่าอยู่น่าทำงานล่ะ เราจะได้ไปถึงเป้าหมายนั้น”

เขาใช้เวลากลับมาครุ่นคิดอย่างจริงจังจนเป็นที่มาของบทสรุป

“บริษัทจะโตไปแค่ไหนก็ตาม กลับมาที่เบสิกที่สุด คือคนในบริษัทนั่นเอง” การลงทุนเปิดพื้นที่ 1,143 ตารางเมตรในพื้นที่ชั้นสูงเสียดฟ้าริมถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งมีราคาค่าเช่านับหมื่นบาทต่อตารางเมตร เป็นสิ่งที่ณัฐพงศ์บอกว่า ไม่เคยรู้สึกเสียดายที่ต้องเอาพื้นที่เช่าสำนักงานมาเป็นพื้นที่ให้พนักงานได้เล่นสนุก มันคุ้มค่าที่จะทำแบบนั้น และก็มีมูลค่าที่ซ่อนอยู่เยอะกว่ากัน

“แต่ละวันเราใช้เวลาที่ออฟฟิศ 8 - 9 ชั่วโมง ถ้าหักเวลานอนออกไป เราใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่ออฟฟิศเกินครึ่งของเวลาที่เรามี ยังไม่รวมบางคนที่ต้องทำงานหนักกว่าปกติ เมื่อเราจำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ที่ออฟฟิศมากกว่าอยู่ที่บ้าน พื้นที่ที่ทำงาน ควรจะเป็นพื้นที่ที่มีความสุข เราทุกคนไม่ได้มาทำงานแล้วต้องอดใช้ชีวิต ในเมื่อคนเรามีชีวิตที่มีหลายเรื่องราว เราก็ควรที่จะทำให้งานเป็นสิ่งที่ดีที่เราให้กับชีวิตของเราได้”

เขาเล่าว่า ความตั้งใจจากนี้ไปอยากให้เอสซีเป็นองค์กรน่าอยู่ น่าทำงาน และสร้างสุขให้กับคนทำงานไม่ต่างจากที่เอสซีสร้างบ้านให้ลูกค้าได้มีจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มีความสุข

เขาบอกอีกว่า การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้พ.ศ.นี้ เป็นยุค "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" บริษัทขนาดใหญ่เงินทุนเยอะกว่า นับวันจะมีข้อได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตลาดอสังหาฯ โดยรวมของปีที่แล้วเติบโตไม่มากนัก ทว่ากำไรของกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สูงขึ้นเรื่อยๆ มาจากการกินส่วนแบ่งตลาดของบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น

หลังจากที่เรามีการปฏิวัติข่าวสาร เทคโนโลยี ทำให้โลกเคลื่อนไหวเร็ว การเคลื่อนย้ายเงินทุนเร็วมาก กูรูทางด้านการตลาด ฟิลิป คอตเลอร์ เคยบอกว่า โลกเราแบ่งเป็น 2 เลน เลนแรกวิ่งสูงและเร็ว อีกเลนวิ่งต่ำและช้า ความหมายคือ หลังการเติบโตของเทคโนโลยี เงินทุนจะเคลื่อนย้ายไปเร็วมาก ไปกระจุกกันอยู่ตรงที่ให้ผลตอบแทนเร็ว ถ้าประเทศไหนมีปัญหา เงินทุนจะติดสปีดบินหนี ไปหาอีกประเทศที่พร้อมจะสร้างความมั่งคั่งชดเชยให้

ส่วนประเทศเลนต่ำโตช้า ก็จะยิ่งโตน้อยถอยลงเรื่อยๆ ทำให้ช่องว่างกับเลนสูงและเร็ว ยิ่งถ่างกว้าง เกิดการควบรวบกิจการ บริษัทที่ทุนสูงจะโตเร็ว และเกิดความผันผวนในโลกได้เร็ว บริษัททุนน้อย ความยืดหยุ่นจะน้อย สายป่านจะต่ำ สิ่งสำคัญคือ ต้องปรับตัว ตามโลกให้ทัน อ่านภาวะเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น ต้องเปลี่ยนวิธีคิดบางอย่างเพื่อให้เราก้าวทัน”

“ชีวิตที่ดี มาจากจุดเริ่มต้นที่ดี” และการเป็นองค์กรที่ดี ก็จำเป็นจะต้องได้มาซึ่งซีอีโอที่ดีๆ เฉกเช่นเดียวกัน...