"ทศ" แนะภาครัฐ-เอกชนผนึกซีแอลเอ็มวีสู้อินโดฯ แจงอาเซียน ภูมิภาคเติบโตสูงแทนจีน
ประธานเครือเซ็นทรัล "ทศ จิราธิวัฒน์" วางหมากเครือเซ็นทรัลรุกอาเซียน เผยทุนจีน ญี่ปุ่น ยุโรป รวมถึงสหรัฐ แห่ปักธง แนะรัฐและเอกชนไทย สร้างพันธมิตรซีแอลเอ็มวี กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ดึงเม็ดเงินลงทุนแข่งอินโดนีเซีย
นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร เซ็นทรัล กรุ๊ป กล่าวในงานสัมมนา “อีกก้าวกับมหาวิทยาลัยคอร์เนลและคอมพาสอินสทิทิวท์ในประเทศไทย" ในหัวข้อ แนวโน้มธุรกิจในปี 2015 : ความท้าทายของธุรกิจห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยและอาเซียน ว่า อาเซียนรวมถึงไทยกำลังเผชิญความท้าทายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการพลิกโฉมประเทศใน 3 ปัจจัย คือ จำนวนประชากรที่เติบโตลดลง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 ซึ่งถือเป็นแนวโน้มใหญ่ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค
โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจในอาเซียนถือว่าตื่นตัวต่อการขยายกิจการในอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ขณะที่ไทยถือว่ายังเคลื่อนตัวช้า แม้ว่าในระยะ 3 ปีหลังมานี้จะรุกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เช่น บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ไปซื้อกิจการในสิงคโปร์ (เฟรเซอร์แอนด์นีฟ) จนขยับเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในระดับภูมิภาค หรือ บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ TUF ที่เข้าไปซื้อกิจการทูน่าจนกลายเป็นบริษัททูน่าระดับโลก รวมถึงเซ็นทรัลกรุ๊ปที่เข้าไปซื้อกิจการห้างสรรพสินค้า ลา รีนาเซนเต้ ในมิลาน และกำลังเปิดในโรม จนทำให้ผลประกอบการธุรกิจในอิตาลีมีผลประกอบการเติบโตดีกว่าธุรกิจค้าปลีกในไทย ที่ผ่านมาเซ็นทรัลกรุ๊ปยังเข้าไปซื้อห้างสรรพสินค้า อิลลุม ในโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เป็นหนึ่งในกิจการที่ทำให้เซ็นทรัล ขยับสู่การเป็นผู้นำเบอร์ 1 หรือ 2 ในธุรกิจค้าปลีก ในกลุ่มลักชัวรี ดีมาร์ทเมนต์ สโตร์ เป็นต้น
ทั้งนี้อีก ความท้าทายอีกด้านที่น่าสนใจ คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของออนไลน์ ทำให้ธุรกิจค้าปลีกต้องปรับตัว โดยเซ็นทรัลได้เตรียมร่วมมือกับพันธมิตร ที่จะพัฒนาสินค้าจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัวหลังทดลองทำตลาดมานานระยะหนึ่ง
ประธานกรรมการบริหาร เซ็นทรัลกรุ๊ป ยังประเมินศักยภาพของอาเซียนว่าจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างสูงแทนประเทศจีน ที่แตะเบรกความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศมหาอำนาจจากทั่วโลก ตั้งแต่ญี่ปุ่น จีน รวมถึงยุโรป และสหรัฐ สนใจเข้ามาลงทุนในอาเซียน รองรับโอกาสที่จะเกิดขึ้น
“เศรษฐกิจอาเซียนจะบูมแน่นอน และมีอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก ถนนทุกสายจะมุ่งสู่อาเซียน ทุกประเทศจับตามองไทยรวมถึงประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ เพราะญี่ปุ่นก็มีปัญหาทางการเมืองกับจีน เมื่อญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนอาเซียนก็ทุ่มเทเกือบ 100 % จีนก็ต้องเข้ามาเช่นกัน ตามมาด้วย ยุโรป และสหรัฐฯ ไทย จึงต้องพัฒนาโอกาสในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาครองรับเงินลงทุนต่างๆ ที่จะเข้ามาในอาเซียน”
นายทศ ยังกล่าวว่า ไทยควรเตรียมความพร้อมโดยการจับมือเป็นพันธมิตรกับประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เพื่อเชื่อมโยงการค้า การลงทุนและสร้างสัมพันธ์ช่วยเหลือเกื้อกูลในทุกระดับทั้งรัฐและเอกชน เพื่อดึงดูดเงินลงทุนแข่งกับอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศเดียว ที่มีตลาดขนาดใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องร่วมมือกับใครก็สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้
ขณะที่แบรนด์ไทย เห็นว่ายังสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันได้อีกมาก โดย ทศ ระบุว่าขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติ เสนอให้เครือเซ็นทรัลเข้าไปบริหารโครงการโรงแรม 30 แห่งที่กระจายตัวในอาเซียน และ ตะวันออกกลาง จึงเป็นโอกาสในการเตรียมความพร้อมขยายกิจการในต่างประเทศ พร้อมไปกับการพัฒนาบุคลากรไทยให้มีศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าภาพรวมการพัฒนาบุคลากรไทยยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกันกับประเทศในอาเซียนอีก 9 ประเทศ โดยเฉพาะทักษะความรู้ด้านภาษาอังกฤษที่ถือว่าไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุด รวมถึงแนวทางการพัฒนาทางด้านวิชาชีพ ที่คนไทยยังต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าอีกมาก หากเทียบกันฟิลิปปินส์ ซึ่งพัฒนาจากระดับพนักงานด้านธุรกิจบริการมาสู่ระดับผู้จัดการภายในเวลา 3-5 ปี ขณะที่กลุ่มอินโดนีเซีย และพม่า พัฒนาจากแรงงานมาสู่กลุ่มธุรกิจบริการได้ในเวลาไม่นาน แต่ปรากฏว่า ความสามารถทางด้านทักษะหรือศักยภาพของคนไทยกลับเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก






