คาดผลประกอบการไตรมาส 4/57 ออกมาดี
ประเด็นการลงทุน
ที่ผ่านมาตลาดมีความกังวลว่าผลขาดทุนจากสินค้าคงคลังอันเป็นผลจากราคาแนฟทาและโอเลฟินส์ที่ลดลงอย่างมากอาจกดดันกำไรสุทธิไตรมาส 4/57 ของ SCC ออกมาไม่ดีนัก อย่างไรก็ดี จากการประเมินของเรา เราคาดว่ากำไรของบริษัทจะไม่แย่อย่างที่กลัว เนื่องจากนโยบายการเก็บสินค้าคงคลังไว้ในระดับต่ำและส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากขาดทุนสินค้าคงคลังได้อย่างดี ในมุมมองของเรา บริษัทได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มกำไรในอนาคตที่ดูสดใส โดยมีปัจจัยหนุนจากส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่อยู่ในวัฏจักรขาขึ้นรวมถึงอุปสงค์ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่กำลังฟื้นตัว ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้าซื้อหุ้น SCC เรายังคงคำแนะนำ ซือ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 ที่ 540 บาท
คาดกำไรไตรมาส 4/57 อยู่ที่ 7.5 พันล้านบาท
ในวันที่ 28 ม.ค. เราคาด SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/57 ที่ 7.5 พันล้านบาท ลดลง 6% YoY และ 4% QoQ ซึ่งคาดการณ์กำไรสุทธิที่ลดลง YoY มีปัจจัยจากขาดทุนสินค้าคงคลังในธุรกิจปิโตรเคมี (เทียบกับกำไรจากสินค้าคงคลังในไตรมาส 4/56) เงินปันผลรับจากโตโยต้าที่ลดง และไม่มีกำไรจากการขายเงินลงทุนเหมือนปีก่อน ส่วนที่คาดว่าจะลดลง QoQ นั้นมาจากขาดทุนสินค้าคงคลัง
นโยบายสินค้าคลังและส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นช่วยลดผลกระทบจากขาดทุนสินค้าคงคลัง
ผลการดำเนินงานธุรกิจปิโตรเคมีจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด โดยเราคาดว่าบริษัทจะขาดทุนสินค้าคงคลังที่เพียง 2.5 พันล้านบาท เนื่องจาก SCC ปรับลดระดับสินค้าคงคลังครึ่งหนึ่งเหลือเพียงราวๆ 1.5 สัปดาห์ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาแนฟทาลดลงมากกว่าราคาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำอยู่มาก ส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทา และ PP-แนฟทาเฉลี่ยอยู่ที่ 790 เหรียญต่อตันและ 810 เหรียญต่อตันตามลำดับในไตรมาส 4/57 เพิ่มขึ้นจาก 691 เหรียญต่อตันและ 716 เหรียญต่อตันในไตรมาส 3/57
สิ่งที่สำคัญคือ ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่มาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่มากขึ้น (อันได้แก่ HDPE-เอทิลีน และ PP-โพรพิลีน) ดังนั้น SCC ซี่งถือหุ้นใน ในหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ สัดส่วนเต็มจำนวน 100% แต่ถือหุ้นเพียงสองในสามของหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ จึงคาดจะได้รับผลประโยชน์ค่อนข้างมาก
ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำช่วยขยายระยะวัฏจักรขาขึ้นของโอเลฟินส์ถึงปี 2560
ราคาน้ำมันดิบที่ต่ำอาจส่งผลให้แผนการขุดก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดานในสหรัฐฯต้องเลื่อนออกไป ซึ่งจะส่งผลให้โรงงานผลิตโอเลฟินส์ที่ใช้ก๊าซจากแหล่งดังกล่าวต้องเลื่อนออกไปด้วย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่ส่วนต่างราคาโอเลฟินส์จะอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2560 เป็นอย่างน้อย หนุนจากอุปสงค์โอเลฟินส์ทั่วโลกที่คาดจะเติบโต 4-5% ต่อปีในช่วงปี 2558-2560 ในขณะที่อุปทานคาดจะเพิ่มขึ้นเพียง 3-4% ต่อปี
คาดอุปสงค์ซีเมนต์สูงขึ้นในไตรมาส 2/58 และอุุปสงค์วัสดุก่อสร้างสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2558
ความต้องการใช้ซีเมนต์ภายในประเทศมีแนวโน้มหดตัว 1-2% YoY ในไตรมาส 4/57 ในขณะที่ราคาซีเมนต์คาดจะทรงตัวที่ 1,950 บาทต่อตัน SCC มองว่าอุปสงค์จะทรงตัวในไตรมาส 1/58 และจะเริ่มปรับตัวเพิ่มขึนในไตรมาส 2/58 และหลังจากนั้นจะเติบโตอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ซึ่งจะส่งผลให้อุปสงค์เติบโตเฉลี่ย 4-6% ในปีนี้ เรามองว่าอุปสงค์วัสดุก่อสร้างจะเริ่มฟื้นตัวช้ากว่าซีเมนต์ราว 3-6 เดือน จึงคาดว่าความต้องการจะเริ่มกลับมาเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ทั้งนี้ SCC เชื่อว่าราคาซีเมนต์จะทรงตัวได้แม้ว่าจะมีอุปทานใหม่จาก TPIPL เข้ามาในตลาด เนื่องจาก TPIPL มีแนวโน้มที่จะส่งออกผลผลิตใหม่ที่ออกมาไปยังต่างประเทศ






