วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรท.จี้รัฐถกอียูผ่อนปรนนำเข้าหวั่นเสียคู่แข่ง

สรท.จี้รัฐเร่งลดผลกระทบอียูตัดสิทธิ์จีเอสพี เสนอเจรจาอียูออกมาตรการผ่อนปรนยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบขาดแคลน

ขณะเอกชน เร่งหารือคู่ค้าเพื่อให้ยื่นเรื่องขอนำเข้าสินค้าบางรายการ หวั่นเสียตลาดให้คู่แข่งอาเซียน

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงแนวทางลดผลกระทบจากการที่กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี) สินค้าส่งออกไทย กว่า 700 รายการ ซึ่งใช้สิทธิ์จีเอสพีสูงสุด 18 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 ว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ นอกจาก สรท.จะเสนอเร่งเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอียูโดยเร็วแล้ว ยังจะเสนอให้เจรจากับอียู เพื่อกำหนดมาตรการผ่อนปรนและช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้พยายามลดผลกระทบดังนี้

1. การลดและยกเลิกภาษีฝ่ายเดียวเป็นการชั่วคราวในกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม และกำหนดโควตาภาษีผ่อนปรนด้วยการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ขาดแคลน หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยสินค้าที่ได้รับการผ่อนปรนให้นำเข้า จะไม่ต้องไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมภายในของอียู

2. ขอให้อียู ยกเว้นภาษีเป็นการชั่วคราว สำหรับสินค้าตอนที่ 25-97 กรณีที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบและส่วนประกอบอุตสาหกรรมอากาศยานพลเรือน โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ เป็นสินค้าอะไหล่ ส่วนประกอบหรือใช้บนอากาศยานพลเรือนพิกัด 25-29, ในการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจะต้องมีใบรับรอง Airworthiness Certificate ที่ออกโดย Authorised Aviation Authorities ในอียู หรือประเทศที่สาม และศุลกากรของอียู สามารถร้องขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ หรือตัวแทนของ The National Aviation Authorities

3. การนำเข้าสินค้าที่ได้ถิ่นกำเนิดในประเทศที่ได้รับสิทธิจีเอสพี มาเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บน หรือเขตปลอดภาษี (Free Zone) ก่อนส่งไปยังอียู โดยสินค้าที่ขอรับสิทธิจีเอสพี ต้องเป็นสินค้าที่สำแดงว่าได้ถิ่นกำเนิดจากประเทศผู้ได้รับสิทธิและต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือดำเนินการอื่นใด

ส่วนการหารือกับคู่ค้าในต่างประเทศ สิ่งที่ภาคเอกชนควรรีบดำเนินการ คือ การติดต่อกับประเทศผู้นำเข้าในอียูเพื่อให้ยื่นเรื่องขอนำเข้าสินค้าในกลุ่มสินค้าที่อียูขาดแคลนและต้องการ เช่น วัตถุดิบ หรือสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งทางอียูไม่สามารถหาได้จากภายในประเทศได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทางอียู

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ไทยเสียเปรียบกลุ่มประเทศคู่แข่งในอาเซียน ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์กำลังจะได้รับสิทธิ์จีเอสพีพลัส (GSP Plus) ในปีนี้ส่งผลให้สินค้าไทยแข่งขันด้อยกว่าในรายการสินค้าประเภทเดียวกัน

ขณะเดียวกัน เวียดนามยังเร่งทำเอฟทีเอ กับยุโรป ที่คาดว่าจะบรรลุข้อตกลงและจัดทำแผนร่างเป็นกฎหมายบังคับใช้ร่วมกันทั้ง 2 ประเทศภายใน 1 ปีครึ่ง โดยสินค้าเวียดนามที่เป็นคู่แข่งกับไทยในตลาดอียู ลูกค้าอาจจะเปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าที่มีราคาถูกกว่า หากไทยไม่พัฒนาในเชิงมาตรฐาน หรือเพิ่มมูลค่าสินค้า รวมถึงหาทางเจรจาทำเอฟทีเอกับอียู ซึ่งไทยอยู่ในสถานะลำบาก เนื่องจากอยู่ภายใต้การนำของทหาร ทำให้การเจรจาเอฟทีเอชะงักลงชั่วคราว